placeholder

ตอนที่ 25 (เตือนภัยปวดหลังอาจเป็นเหตุให้พังทั้งร่างกาย)

อาการปวดที่พบมากที่สุดของประชากรโลกคืออาการ “ปวดหลัง” ในทุกๆ 100 คน มี 80 คนที่เคยปวดหลังและในคนที่เคยปวดหลัง 90 % จะต้องกลับมาเป็นซ้ำอีก อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้หายปวด แต่สิ่งที่ยากคือ ทำอย่างไรไม่ให้อาการปวดนั้นกลับมาเป็นอีก สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน เผลอแป๊บเดียวจะหมดปีอีกแล้วนะคะ เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกินค่ะ หลายคนเตรียมฉลองปีใหม่ เตรียมวางแผนไปเที่ยวกันแล้ว นี่ล่ะค่ะเป็นเหตุผลให้หลายท่านเรียกร้องให้ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของอาการปวดหลัง เพราะหลายท่านมีอาการปวด-เมื่อยหลังอยู่เรื่อย จึงเกิดความกลัวว่าหากไปเที่ยวแล้วปวดหลังมากขึ้นก็จะเที่ยวไม่สนุก เราได้เคยกล่าวถึงหลังนานมากหลายปีแล้ว มีหลายท่านยังไม่เคยอ่าน ผู้เขียนจึงอยากจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลังให้ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญและได้แนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้มีอาการปวดขึ้นมา “หลัง” เป็นส่วนสำคัญมากของร่างกายมนุษย์ เป็นเสาหลัก เป็นที่อยู่ของไขสันหลัง เป็นทางออกของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงทุกระบบของร่างกาย อาการปวดที่พบมากที่สุดของประชากรโลกก็คืออาการ “ปวดหลัง” เชื่อไหมคะว่าประชากรโลกใบนี้ ในทุกๆ 100 คน มี 80 คนที่เคยปวดหลัง และ 90 % จะต้องกลับมาเป็นซ้ำอีก ฟังดูน่าตกใจนะคะ ใน 80 คนนั้นสักวันอาจเป็นท่านก็ได้ ทั้งนี้คงเป็นเพราะท่าทางการทำงานของคนเรามักใช้ร่างกายส่วนนี้ในการทำงานมากกว่าส่วนอื่นๆ อีกประการสำคัญคือในทุกอิริยาบถ(ยกเว้นท่านอนราบ) กล้ามเนื้อหลังส่วนลึก (Core Stabilizer muscle) ต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อพยุงแนวกระดูกสันหลัง คำว่าปวดหลังนั้นมักถูกเรียกรวมทั้งหมดของหลัง…

ตอนที่ 24 (ปวดเข่า ปวดเสียวแปล๊บหัวเข่า 2)

อาการปวดเข่าที่เกิดจากความไม่สมดุลของลูกสะบ้าต้องสืบค้นหาข้อเท็จจริงว่าความไม่สมดุลนั้นเกิดจากโครงสร้างไหน? จึงจะออกแบบการรักษาและการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลได้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปรับหมุนอะไหล่ให้ได้เหมือนเครื่องจักร การออกกำลังกายเข่า การสร้างกล้ามเนื้อขาในความเข้าใจที่ผิด ทำให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บเรื้อรัง

ตอนที่ 24 (ปวดเข่า ปวดเสียวแปล๊บหัวเข่า 1)

หลายท่านเกิดความสงสัยว่า อาการปวดเข่าที่เป็นนั้นใช่สาเหตุจากกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง กล้ามเนื้อไม่สมดุล หรือเป็นเข่าเสื่อมกันแน่ อันดับแรกเรามาทำความรู้จักกับอาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล และอาการเข่าเสื่อมว่าแตกต่างกันอย่างไรก่อนนะคะ

placeholder

ตอนที่ 23 (เตือนภัยปวดก้น ปวดชาร้าวลงขา)

สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ฉบับนี้เอาใจหนุ่มๆ สาวๆ ที่ทำงานออฟฟิตกันค่ะ แต่ก็น่าจะโดนใจผู้บริหารทุกท่านด้วยเหมือนกัน ผู้เขียนขอแชร์ประสบการณ์ของหลายๆ เคสที่มีอาการเหมือนกันให้เป็นกรณีศึกษา เพราะมีหลายเคส ที่มาด้วยอาการคล้ายๆ กันและต้นตอของอาการที่เป็นก็มาจากสาเหตุเดียวกันโดยไม่คาดคิดเลยค่ะว่าสิ่งที่ทำจนเป็นกิจวัตรจะส่งผลต่อร่างกายได้มากมายถึงเพียงนี้ ขอเริ่มต้นจากลักษณะงานของเคสที่มาก่อนนะคะ แต่ละท่านอยู่ในวัยประมาณ 30 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ เกือบทุกเคสจะพูดว่าทำงานสบายก็คงไม่ผิด เพราะมีแต่ท่านั่ง ตั้งแต่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ นั่งประชุม นั่งในรถ เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 7-8 ชม. หลายท่านทำงานในลักษณะเช่นนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี แล้วจะไม่ให้มีผลกับร่างกายได้อย่างไร? มาดูกันค่ะว่าอาการที่เป็นนั้นเหมือนไม่มากมาย แต่กลับเรื้อรังและส่งผลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากการประมวลอาการของแต่ละเคส เริ่มต้นจะรู้สึกเมื่อยๆ ที่ก้นทั้งสองข้างเมื่อนั่งนานๆ และความเมื่อยจะเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะ4-6 เดือน หลังจากนั้นก็รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นอาการปวดก้นทั้งสองข้าง และความปวดก็ลุกลามมาต้นขาด้านหลัง บางเคสก็ปวดตรงบั้นเอวและกระเบนเหน็บมาก และจะรู้สึกขัดๆ ในขาหนีบด้านหน้า ท่านที่เป็นมานานจะมีอาการขัดๆ เสียวๆ ที่เข่าด้านนอกด้วย จากที่เคยนั่งได้เป็นชั่วโมงแล้วจึงรู้สึกปวด ก็กลายเป็นนั่งเพียง 5 – 10 นาทีก็มีอาการปวดขึ้นมา แม้จะพลิกก้นไปมาก็ไม่สบายขึ้น หลายเคสมีการทานยา แรกๆ…

placeholder

ตอนที่ 22 (เตือนภัยปวดคอ-ปวดไหล่ ไหล่ติด 2)

ฉบับนี้เรามาดูกันค่ะว่ากลไกลการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในแต่ละพฤติกรรมที่แตกต่าง แต่ทำให้เกิดปัญหาเหมือนกันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อฉบับที่แล้วเป็นเรื่องราวของคนไข้อายุ 67 ปีที่ติดเล่นเกมส์ในสมาร์ทโฟน จึงทำให้เราได้ทราบความเชื่อมโยงของระบบโครงสร้างคอ บ่า หัวไหล่ รวมทั้งแขนแล้วว่าระบบในร่างกายนั้นถูกจัดไว้เป็นระเบียบแบบแผน เอื้อต่อการทำงานที่ประสานกันอย่างลงตัว ส่วนการทำงานของข้อต่อหัวไหล่นั้น หากจะให้ทำงานได้เต็มช่วงการเคลื่อนไหว ต้องอาศัยทั้งความยืดหยุ่นของตัวข้อต่อ , ตำแหน่งการวางตัวของกระดูกต่างๆ และการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อซึ่งไม่ใช่เพียงมัดใดมัดหนึ่ง แต่เป็นการประสานงานที่เรียกว่า แรงคู่ควบ (Couple movement) เพราะกล้ามเนื้อแต่ละส่วนที่อยู่รอบหัวไหล่ จะมีจุดเกาะเชื่อม มาจากคอเกือบทั้งสิ้น รวมทั้งลายกล้ามเนื้อก็ทอดพาดผ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลังของหัวไหล่ ที่สำคัญข่ายรากประสาทจากคอก็พาดผ่านด้านหน้าหัวไหล่ไปยังแขน (Brachial plexus) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดก็ตามที่คออยู่ในท่าก้ม คางยื่น หัวไหล่งุ้มงอ หลังค่อม ลำตัวก้มมาด้านหน้า ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าเป็นช่วงคอก็เสมือนคอถูกแรงดึงกระชากลงมาด้านหน้าตลอดเวลาที่นั่งผิด เกิดแรงอัดที่หมอนรองกระดูกคอ กล้ามเนื้อมัดลึกที่ให้ความมั่นคงของกระดูกคอจะอ่อนกำลังลง หมอนรองกระดูกคอจะแคบ เมื่อมีการกดเบียดที่รากประสาทก็จะทำให้มีอาการปวดลึกๆ แปลบๆ ร้าวมาด้านหน้าหัวไหล่ ร้าวลงศอก ร้าวมาต้นแขนด้านหลังและร้าวถึงสะบักก็เป็นได้ ในกรณีที่กล้ามเนื้อด้านหน้าอกหดยึดสั้นจากการงุ้มไหล่ กอดอก การเล่นกีฬาที่ออกแรงเหวี่ยงแขนมาด้านหน้านั้น จะทำให้หัวกระดูกต้นแขน ( Head of humerus bone) ถูกดันมาด้านหน้า จากกล้ามเนื้อที่เชื่อมโยงหัวไหล่ไปสะบัก จึงเป็นแรงดึงให้สะบักกางออกจากแนวกระดูกสันหลังมากกว่าปกติ ไม่วางขนานกับกระดูกสันหลัง…

placeholder

ตอนที่ 22 (เตือนภัยปวดคอ-ปวดไหล่ ไหล่ติด 1)

ฉบับนี้ผู้เขียนมีเรื่องราวของกรณีศึกษาอีกเคสหนึ่งมาแบ่งปันให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามกันค่ะ เคยได้ยินไหมคะว่า โรคภัยไข้เจ็บของคนในยุคปัจจุบันนี้มักมากับความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี่ต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วสิ่งใดๆ ในโลก แม้มีประโยชน์ หากใช้ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกทาง มักก่อให้เกิดโทษมหันต์ เฉกเช่นเดียวกับเทคโนโลยี่อันล้ำยุคในปัจจุบันที่เรียกกันว่ายุคของ Social media ผู้คนติดต่อสื่อสารกันผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ติดสมาร์ทโฟน ติดแทปเลท ติด ipad iphone หันไปทางไหนก็เห็นคนก้มมองจอตลอดเวลา ผู้คนสื่อสารกันแบบไม่ต้องเห็นหน้า ไม่ต้องสบตา พิมพ์ตัวอักษรผ่านเครื่องมือซึ่งมีขนาดเล็ก หากลองหลับตานึกภาพก็จะเห็นท่าทางของผู้คนที่ก้มคอ คางยื่น หลังค่อม ไหล่งุ้ม ตัวงอมาด้านหน้า ฯลฯ อยากจะบอกท่านผู้อ่านว่าท่าทางทั้งหมดนั้นส่งผลเสียต่อโครงสร้างร่างกายมากๆ เลยค่ะ สำหรับฉบับนี้เป็นเรื่องราวของคนไข้อายุ 67 ปีที่ติดเล่นเกมส์ในสมาร์ทโฟน ท่านอ่านแล้วอาจอมยิ้มได้นะคะ ผู้เขียนไม่ได้เขียนผิดค่ะ ท่านแจ้งว่าท่านเกษียณนานแล้ว อยู่บ้านเฉยๆ ลูกเลยซื้อสมาร์ทโฟนให้ ท่านบอกว่าท่านติดเกมส์ชนิดหนึ่งซึ่งดูเหมือนใครๆก็ติดเกมส์ชนิดนี้ เกมส์นี้เป็นการเล่นที่ต้องใช้นิ้วและข้อมือทั้งสองข้างในการทำงานค้างไว้ตลอด นิ้วหัวแม่มือทั้งสองเป็นตัวควบคุมปุ่มในการกระโดดและการสไลด์ ส่วนนิ้วอื่นๆ ต้องเกร็งอยู่ในท่างอ อุ้งมือต้องงอตลอดเพื่อถือสมาร์ทโฟน ข้อมือเกร็งงอค้างไว้ ศอกอยู่ในท่างอค้างตลอดเวลา ไหล่จะงุ้มงอและลำตัวจะค่อมพับมาด้านหน้า คอก้ม คางยื่นจากการจ้องมองจอเพื่อคอยลุ้นตลอดเวลา ฯลฯ เป็นอย่างไรบ้างคะ ท่าทางเช่นนี้หากเล่นทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง ก็คงไม่พ้นต้องมีปัญหาเรื่องโครงสร้างร่างกายแน่นอนที่สุดค่ะ…

placeholder

ตอนที่ 21 (เตือนภัยกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท 3)

สวัสดีค่ะ 2 ฉบับที่แล้วเราได้บอกเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่เป็นกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ได้ค้างคำตอบหลายประการที่ยังไม่ได้ตอบ โดยเฉพาะที่เคสบ่นว่าทุกครั้งเมื่ออาการของหลังและขารุนแรงขึ้นก็จะรู้สึกปวดจี๊ดๆ ที่สะบัก บ่า และคอ บางครั้งมีร้าวขึ้นศีรษะเมื่อสอบถามต่อว่า อาการดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหลังและขา ตอนที่มีอาการปวดมากๆใช่หรือเปล่า เคสตอบชัดเจนว่า “ใช่” ในกรณีนี้ ถ้าความปวดที่คอ บ่า สะบักนั้น แปรผันโดยตรงกับอาการปวดหลัง นั่นคือเมื่อใดก็ตามที่ปวดหลังและขามากๆ จะรู้สึกปวดจี๊ดขึ้นมาที่สะบักและคอ นั่นแปลว่าอาการปวดที่เกิดขึ้นมีผลต่อกันโดยตรง มีผลอย่างไรบ้าง? ถ้าเราแบ่งความเกี่ยวข้องจากชั้นนอกสุดของร่างกายเข้าไปถึงชั้นลึกสุด ส่วนต่างๆ มีผลเชื่อมโยงกันดังนี้ค่ะเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ( Myofascial ) เป็นเยื่อพังผืดบางๆ ที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง เป็นเสมือนผ้าผืนใหญ่ที่หุ้มกล้ามเนื้อทั้งร่างกายไว้ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เยื่อหุ้มนี้เมื่อเกิดแรงตึงตัวที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง จะส่งแรงตึงตัวไปถึงส่วนอื่นๆ ได้ทั้งร่างกาย กล้ามเนื้อ (Muscle) เป็นเนื้อเยื่อสำคัญมากในระบบโครงสร้างร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดลึก ที่เป็นเสมือนเชือกคอยพยุงให้แนวกระดูกสันหลังเรียงตัวอยู่ในแนวความโค้งที่สมดุลและมั่นคง กล้ามเนื้อมัดลึกนี้มีลักษณะเรียงเป็นเส้นใยเล็กๆ ขนาบข้างๆ ตลอดแนวกระดูกสันหลัง เกาะจากก้นกบ ขอบกระดูกเชิงกราน โยงยาวไปเกาะที่กระดูกสะบัก กระดูกต้นคอจนถึงกระดูกท้ายทอย จึงทำให้เมื่อมีอาการปวดหลัง ก็จะทำให้ปวดร้าวตามแนวกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดเดียวกันตลอดแนว ความปวดจึงอาจเกิดได้ตั้งแต่ขาไปจนถึงท้ายทอย ถ้ากล้ามเนื้อตึงมากๆ ระบบการไหลเวียน เลือด และเส้นประสาท (Circulatory…

placeholder

ตอนที่ 21 (เตือนภัยกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท 2)

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ฉบับที่แล้วผู้เขียนได้เล่าเรื่องให้ฟังเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่เป็นกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ได้ทิ้งท้ายไว้ถึงอาการสำคัญของผู้ที่เป็นโรคนี้ จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ฟังเสียงจากร่างกายของแต่ละเคสนั้น ชัดเจนมากว่าอาการจะคล้ายๆ กัน ดังนี้ ปวดแปล๊บๆ บริเวณบั้นเอวทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น จากท่านอนลุกขึ้นมานั่ง จากท่านั่งลุกขึ้นยืน ท่าบิดตัว ก้มหรือเงยลำตัว ไม่ว่าจะบิดเอียงไปทิศทางไหนก็จะปวดแปล๊บๆ ที่บั้นเอว และส่วนใหญ่จะปวดมากในท่าแอ่นหลัง บางเคสหากการเคลื่อนไหวนี้ไปกดเบียดเส้นประสาท หรือทับเส้นประสาท จะมีอาการปวดและ/หรือชาร้าวลงที่สะโพก ชาลงขา หรืออาจถึงฝ่าเท้าและนิ้วเท้า ปลายเท้าจะรู้สึกตื้อๆ หากต้องนั่งนานๆ จะปวดหลังมาก หากต้องยืนหรือเดินนานๆ อาการปวดจะมากขึ้น อาจรู้สึกล้าๆ ไปที่ขา หรือรู้สึกขาไม่มีแรง ต้องนั่งพักอาการจึงจะดีขึ้น จะรู้สึกว่าหลังและขาตึงมากและเมื่อยมากกว่าปกติ ความยืดหยุ่นของหลังและขาลดลง อาการปวดจะมากขึ้นหลังการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเล่นที่ต้องแอ่นหลัง บางเคสหากเป็นมานานแล้วจะสังเกตุได้ชัดเจนว่า สะโพกหรือลำตัว เอียงหรือบิดไปด้านหนึ่ง จนเกิดความไม่สมดุล ทั้งนี้เนื่องจาก การทดแทนของร่างกายที่พยายามทำให้เส้นประสาทถูกกดเบียดน้อยที่สุด จึงทดแทนด้วยการเอียงลำตัวหรือยักสะโพก ฯลฯ หลังการตรวจโครงสร้างร่างกายของเคสนี้แล้ว ยืนยันได้ชัดเจนว่าเคสเริ่มเป็นมาก่อนหน้าที่อาการจะรุนแรง เพราะสะโพกบิด หลังคด ไหล่งุ้มค่อมมาก ทั้งที่เคสนี้อายุ 51 ปี แต่ดูแล้วจะรู้สึกแก่กว่าอายุมากค่ะ เนื่องจากมีปัญหาโครงสร้างร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปมาก เคสเริ่มบ่นว่าช่วงหลังที่อาการเป็นมากๆ…

placeholder

ตอนที่ 21 (เตือนภัยกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท 1)

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ฉบับนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกรณีศึกษาท่านหนึ่งที่มาพบผู้เขียนค่ะ ผู้เขียนเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเคสนี้แล้วก็รู้สึกตกใจเพราะเพิ่งได้รับคำบอกเล่าเช่นนี้เป็นเคสที่สองติดๆกัน เลยย้อนกลับไปคิดว่าคงมีอีกหลายรายที่อาจประสบปัญหาเหมือนสองท่านนี้ แล้วในที่สุดก็ต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาในแบบที่ตนเองไม่ค่อยอยากทำนัก เพราะไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่น แต่โชคดีของรายนี้ค่ะที่ญาติเคยมีอาการเหมือนกัน และได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ให้เข้ารับการผ่าตัด แต่หลังจากผ่าตัด อาการที่ เป็นนั้นดีขึ้นอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือนก็กลับมามีอาการเหมือนเดิมอีก ต้องเรียนท่านผู้อ่านนะคะว่าไม่ใช่ทุกรายที่เลือกการผ่าตัดแล้วอาการ จะกลับมาปวดเหมือนเดิม บางรายก็อาการดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้อาการดีขึ้นหรือไม่ก็ได้ และที่สำคัญขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเคสด้วยค่ะว่าจะเลือกดูแลรักษาตัวเองด้วยวิธีใด เคสนี้มีเพื่อนที่มีอาการเหมือนกัน เลือกรักษาด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัด ไม่เลือกการผ่าตัด ไม่ชอบทานยา ซึ่งเพื่อนของเคสท่านนี้เป็นคนไข้ของสถาบันอริยะค่ะ ท่านเลือกดูแลด้วยการปรับโครงสร้างร่างกาย จนอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่มีความเจ็บปวดกลับมารบกวนอีกเลย การได้เห็นตัวอย่างจากญาติที่เป็นเหมือนตน ทำให้ทั้งสองเคสนี้ เลือกมาปรึกษาผู้เขียน และเมื่อได้ฟังจากประวัติของเคสแล้ว ผู้เขียนจึงอยากบอกต่อให้ท่านได้รับทราบ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อท่าน และผู้ที่ท่านรู้จัก หรือผู้ที่กำลังมีอาการอยู่ค่ะ เคสนี้มาด้วยอาการปวดและเสียวที่หลังช่วงบั้นเอว ปวดแบบแปล๊บๆ ทุกครั้งที่มีการขยับตัวเปลี่ยนท่า และที่รุนแรงกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่มีการลุกขึ้นยืนจะรู้สึกปวดร้าวไปตามด้านหลังเยื้องไปด้านข้างขาตลอดแนวจนถึงปลายเท้า ร่วมกับมีอาการชาด้วยค่ะ อาการดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องเดินหรือยืนต่อเนื่องเพียงแค่ 5 – 10 นาทีก็จะรู้สึกปวดมาก และทรงตัวยืนอยู่ไม่ไหวต้องหาที่นั่ง นั่งสักพักใหญ่อาการจึงค่อยดีขึ้นเป็นเช่นนี้มาเกือบเดือนค่ะ เคสบอกว่าไม่ได้มีอุบัติเหตุใดๆ แค่เมื่อยหลังบ่อยครั้ง เมื่อยมาประมาณปีหนึ่งแล้ว แต่เคสเลือกดูแลตนเองด้วยการนวดผ่อนคลาย อาการก็จะหายไป แต่สักสัปดาห์อาการก็จะกลับมาเมื่อยๆ และเริ่มรู้สึกเปลี่ยนเป็นอาการปวด…