หลังเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกายที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นเสาหลักของร่างกาย เป็นส่วนที่พยุงร่างกายของเราและเป็นส่วนที่หุ้มไขสันหลังไว้ ซึ่งไขสันหลังเป็นตัวนำคำสั่งต่างๆ จากสมองไปควบคุมการทำงานของร่างกายทั้งหมด ดังนั้นหากหลังมีความผิดปกติจะส่งผลถึงส่วนอื่นได้ทั้งร่างกาย และอาจจะนำมาซึ่งโรคที่ร้ายแรงได้
จากการอ่านเสียงเตือนจากร่างกาย ในหลายตอนที่ผ่านมา เชื่อว่าท่านคงจะเริ่มฟังเสียงของร่างกายตัวเองมากขึ้น สถาบันอริยะ ขอเน้นให้ท่านได้เห็นถึงคุณค่าของร่างกายให้มาก เพราะหากเกิดความเสียหาย เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแล้ว อาจส่งผลไปทั่วร่างกายได้ ตอนที่ 5.นี้เป็นตอนที่จะกล่าวถึงอาการหนึ่ง ที่คนส่วนใหญ่มักประสบแล้วเป็นแน่ นั่นก็คือ อาการ “ปวดหลัง” ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย และส่วนใหญ่ผู้ที่ปวดแล้ว จะไม่หาย มักจะกลับมาปวดอีก ในงานวิจัยหลายงานได้กล่าวไว้ว่า อาการปวดหลังเป็นปัญหาที่พบได้ 70-80 % ของประชากรทั่วโลก อาการปวดหลังส่งผลโดยตรงต่อร่างกาย ทำให้ศักยภาพการทำงานลดลง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และจิตใจ ทำให้เกิดความเครียด ประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตถดถอย ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแบบเรื้อรัง กระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในครอบครัว และยังเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลต่อเนื่องถึงการพัฒนาทั้งด้านบุคคลากร สังคม เศรษฐกิจของประเทศชาติได้ Lower_back_pain
อาการปวดหลังจึงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมโดยที่เราลืมนึกถึง ดังนั้นเรา จึงไม่ควรละเลยเสียงเตือนของร่างกายนี้เลย เพราะนอกจากจะส่งผลต่อตัวเราแล้ว ยังกระทบถึงสังคมและประเทศชาติอีกด้วย อาการปวดหลังเกิดจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ
1. 90% เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย และ
2. 10% เกิดจากภาวะของโรคอื่นๆ
เราควรทราบก่อนว่าใน 10% นั้นเกิดจากภาวะโรคใดได้บ้าง โรคที่ส่งผลให้มีอาการปวดหลังได้แก่ โรคไต โรคมะเร็ง โรคตับอักเสบ กระเพาะอาหาร โรคเกี่ยวกับระบบสืบพันธ์ หรือโรคที่เป็นในช่องท้องอื่น(Visceral refer pain)ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้จะส่งผลให้มีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อด้านหลังได้และทำให้เรามีอาการปวดหลังตามมา ท่านสามารถฟังเสียงของร่างกายท่านได้ว่าอาการปวดหลังที่เป็นมาจากสาเหตุใดกันแน่ ที่สำคัญการแยกสาเหตุของอาการปวดหลังอยู่ที่การสังเกตอาการ นั่นก็คือการฟังเสียงของร่างกายนั่นเอง ลองสังเกตุง่ายๆหากเกิดจากโรคอื่น เมื่อท่านนอนพักหรืออยู่ในท่าที่สบายที่สุดแล้วอาการปวดยังไม่บรรเทา ยังไม่ลดลงเมื่อพักและไม่ได้มากขึ้นเมื่อทำกิจกรรม ท่านไม่สามารถบอกตัวเองได้ชัดเจนว่าท่าทางไหนมีผลทำให้ปวดมากขึ้น หรือเมื่อท่านพยายามหาทางดูแลไม่ว่าจะเป็นการนวดรักษา การผ่อนคลายอื่นๆซึ่งทำแล้วอาการไม่ดีขึ้นเลย ท่านควรต้องไปตรวจดูอวัยวะภายในก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าอาการปวดที่เป็นไม่ได้มาจากผลจากของโรคอื่นๆ เพราะหากมัวแต่นวดหรือรักษากล้ามเนื้อ แต่ต้นเหตุมาจากโรคภายใน อาการปวดก็คงไม่หาย ซ้ำร้ายอาจทำให้โรคที่เป็นรุนแรงเพิ่มขึ้น เห็นมั้ยคะว่าการที่เรารู้จักฟังเสียงของร่างกายนั้น ทำให้เราสามารถตอบตัวเองได้ว่าเราเป็นอะไร เพื่อจะหาทางดูแล รักษาร่างกายนี้ได้ถูกต้องเหมาะสม โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานมากและรักษาผิดทาง
ส่วนอีก 90% ของสาเหตุที่ทำให้ปวดหลังนั้นมาจากระบบกระดูกกล้ามเนื้อล้วนๆ นั่นก็คือเกิดจากความผิดปกติของกระดูก เส้นเอ็น ข้อต่อ หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อ หลอดเลือด ระบบน้ำเหลืองและระบบเส้นประสาท ซึ่งร่างกายของคนเรานั้นแต่เดิมเกิดมาพร้อมความสมดุล (หากไม่นับความพิการแต่กำเนิด) แต่ความผิดปกติเหล่านี้เกิดจากการใช้ร่างกายของเราเองที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไปจนก่อให้เกิดความไม่สมดุลขึ้น โดยเฉพาะการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน มักใช้งานร่างกายแบบซ้ำๆเดิมๆ เหมือนกันทุกวันติดต่อกันนานหลายปี จนทำให้ร่างกายเสื่อมก่อนวัยอันควร และก่อให้เกิดความบกพร่องของระบบกระดูกกล้ามเนื้อ เกิดการบาดเจ็บ จนทำให้ร่างกายรู้สึกถึงความเจ็บปวดในที่สุด
หากจะกล่าวถึงต้นตอของอาการปวดหลังจริงๆก็มาจากการใช้ร่างกาย การใช้ชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ผิดๆ ต่อเนื่องโดยไม่รู้ตัว เพราะขาดความรู้และขาดสติ จึงก่อให้เกิดความเสื่อมในที่สุด ในชีวิตจริงของคนเราไม่พ้นอิริยาบถยืน เดิน นั่ง และนอน ซึ่งเป็นท่าที่ใช้กันทั้งชีวิต เราจึงควรเรียนรู้ว่าสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมในอิริยาบถทั้งสี่นั้นเป็นเช่นไร? ที่ผิดจนเคยชินและคิดว่าปกตินั้นเป็นอย่างไร? แต่คงต้องพบกันต่อฉบับหน้า เพราะเรื่องราวและความสำคัญของหลังนั้นมีมาก ปัจจัยที่ทำให้มีปัญหาปวดหลังก็มีมากมายเช่นเดียวกัน จึงต้องขอต่อในฉบับหน้าอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนนะคะ