เมื่อฉบับที่แล้วเราได้รับความรู้ว่า บ่า สะบัก ไหล่ เป็นส่วนของร่างกายที่มีผลต่อกันโดยตรง ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาก็จะเกิดต่อเนื่องกันทั้งสามส่วน แต่ยังมีอีกส่วนของร่างกายที่เป็นความเชื่อมต่อ โดยไม่สามารถแยกออกจากกันได้นั่นก็คือ แขนและมือของเรานั่นเอง หลายท่านอาจเคยประสบปัญหา หรืออาจได้ยินคนรอบข้างมีอาการดังต่อไปนี้…….
  • ปวดไหล่ ไหล่ติด เสียวในหัวไหล่ ปวดร้าวลงแขน
  • เสียวแปล๊บจากหัวไหล่ถึงศอก หรือเสียวจากเหนือข้อศอกถึงมือขณะขยับ เหยียดแขน
  • ปวดลึกๆ ร้าวตามแนวด้านหลังต้นแขน
  • ชาแขน ชามือ ชาตามปลายมือ
  • นั่งทำคอมฯนานๆ แล้วปวดมือ มืออ่อนแรง เสียวแปล๊บตามข้อมือ ตามเส้นเอ็นที่นิ้วหัวแม่มือ
  • หยิบจับของแล้วของล่วงบ่อยๆ
  • มือแข็งกำไม่ลง(โดยเฉพาะตอนเช้าๆ)
  • นิ้วล็อค กำมือแล้วเหยียดนิ้วออกจะเจ็บหรือเหยียดไม่ออก
  • ปวดข้อมือ ปวด-ชาในมือจนนอนไม่หลับต้องตื่นบ่อยๆ กลางดึก ฯลฯ
2010-08D
อาการเหล่านี้หลายท่านคิดว่า เป็นๆ หายๆ คงไม่เป็นไร จึงแก้ไขปัญหาด้วยวิธีรักษาเฉพาะจุดที่มีอาการปวด เพราะต่างก็เข้าใจว่าปวดตรงไหนก็แก้ตรงนั้น ก็นวดตรงนั้น แต่นั่นไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ เพราะร่างกายเราเชื่อมโยงกันทั้งตัว ตั้งแต่หัวจรดเท้า อาการปวดเป็นเพียงผล แต่เหตุเกิดอยู่ไหน? เราจึงควรรู้จักร่างกายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาการต่างๆดังกล่าวข้างต้น เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดที่แท้จริง
hand_carpal_tunnel โดยปกติมือและแขนของเราจะทำงานได้ต้องอาศัยการส่งคำสั่งจากสมองที่มีเส้นประสาทเป็นตัวนำคำสั่งต่างๆ ให้มือ ให้แขนของเราเกิดการเคลื่อนไหว หยิบ จับ ยกของ งอ เหยียดได้ตามใจนึกคิด นอกจากนี้เส้นประสาทก็เป็นตัวนำความรู้สึกรับรู้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เจ็บปวด ก็จากปลายประสาทรับ และส่งไปรู้ที่สมองของเราอย่างรวดเร็ว การส่งคำสั่งให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ข้อต่อ เส้นเอ็นต่างๆ การรับรู้ความรู้สึกนี้จะเป็นปกติก็ต่อเมื่อทางเดินของเส้นประสาทที่เป็นตัวนำคำสั่งเชื่อมโยงสมองกับกล้ามเนื้อ มีการไหลเวียนที่ดี จึงจะทำให้การทำงานดังกล่าวเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ ที่อยู่ของเส้นประสาทเหล่านี้จะออกมาจากข้างๆกระดูกคอทุกชิ้น ทอดข้ามกระดูกไหปลาร้าหน้า ต่อหัวไหล่ผ่านกล้ามเนื้อมัดสำคัญๆ ตลอดแขน ผ่านปลอกหุ้มเอ็นไปเลี้ยงที่ข้อมือ เป็นต้น
หลายท่านอาจเลือกที่จะรักษาตนเองด้วยการนวดหรือการทานยา หากอาการหายไปก็ถือว่าความรุนแรงไม่มาก แต่หากเลือกรักษาด้วยหลายๆ วิธีแล้วอาการยังคงเวียนกลับมาเป็นเรื่อยๆ ก็ควรจะเน้นแก้ไขที่ต้นเหตุของอาการจะดีกว่า การปรับโครงสร้างร่างกาย ถือเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ต้นเหตุวิธีหนึ่ง และไม่เพียงแก้อาการที่เป็นได้เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้การทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการไหลเวียนเลือด การทำงานของน้ำเหลืองในการขับของเสียทำงานได้ดี เซลล์แข็งแรงซึ่งก็เสมือนมีภูมิต้านทานที่ดีด้วย และที่สำคัญเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร อาการที่เป็นจะไม่ย้อนกลับมาเป็นอีก เพราะเป็นการปรับตั้งแต่แนวกระดูกคอ ให้รากประสาทไหลเวียนได้ดี ปรับกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงมือใ ห้มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นดี ส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท ระบบเลือด
อย่าคิดว่าอาการต่างๆที่เป็นนั้นเล็กน้อย แท้ที่จริงแล้วอาการเหล่านั้น เป็นสัญญาณเตือนของร่างกาย ว่ามีการทำลายที่เนื้อเยื่อของเส้นประสาท ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่มีการซ่อมแซมยากมากกว่าเนื้อเยื่ออื่นในร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดการบาดเจ็บมักจะทำให้การฟื้นตัวกลับมาได้ช้ามาก เพราะฉะนั้นหากมีเสียงเตือนจากร่างกาย แม้เพียงเล็กน้อยควรรีบหาทางแก้ไข รักษา ให้หายขาด ถ้าทำแต่ต้นจะง่าย แต่ถ้าปล่อยไว้จนรุนแรง หรือเรื้อรัง จะไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเหมือนเดิมได้
ติดตามเรื่องราวเพื่อรู้จักร่างกายและคอยฟังเสียงเตือนจากร่างกายได้ในฉบับต่อไปนะคะ