ตอนที่แล้วเราได้ทราบแล้วว่าอาการต่างๆ ของร่างกายที่กำลังบอกเหตุว่าการปวดคอที่เรื้อรังนั้นอาจเป็นอันตรายมากกว่าที่เราคิดไว้ ส่วนในฉบับนี้ จะขอพูดถึงบริเวณที่เกิดอาการปวดซึ่งใกล้เคียงกับบริเวณคอมากนั่นคือ อาการปวดบ่า สะบักและหัวไหล่ อันดับแรกเราต้องรู้ก่อนว่าตรงไหนบ้างที่ที่เรียกว่า บ่า สะบัก และไหล่
บ่า คือ บริเวณที่กล้ามเนื้อต่อมาจากคอแผ่ตามแนวข้างคอและมาสุดที่หัวไหล่ ShoulderAnatomy
สะบัก (Scapular) คือ ส่วนของกระดูกที่เป็นคล้ายปีก อยู่บนกระดูกชายโครง (Rib cage) ของลำตัวช่วงบนทั้งสองข้าง และกระดูกสองชิ้นนี้โดยปกติจะวางห่างจากตรงกลางกระดูกสันหลังเพียง 2 นิ้ว
หัวไหล่ (Shoulder) เป็นส่วนที่ลำตัวต่อเชื่อมโยงกับแขนของคนเรา
ในทางกายวิภาคศาสตร์ ทั้งสามส่วนนี้ ไม่สามารถแยกจากกันได้โดยสิ้นเชิง เพราะถูกเชื่อมต่อกันด้วยข้อต่อ เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นบริเวณเดียวกัน (Shoulder Girdle) ดังนั้นเมื่อร่างกายส่งสัญญาณบอกถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ทั้งสามส่วนนี้จึงเป็นปัญหาที่ส่งผลซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นผลที่เชื่อมโยงมาจากคอได้ด้วยเช่นเดียวกัน
131 การปรับโครงสร้างร่างกายช่วยได้อย่างไร?????
ท่านทราบหรือไม่ว่าการเคลื่อนไหวของหัวไหล่ที่จะสามารถยกได้สุดนั้น 2 ใน 3 ของการเคลื่อนไหวมาจากการเคลื่อนของหัวไหล่ (Glenohumeral joint) อีก 1 ใน 3 มาจากการเคลื่อนของสะบัก(Scapulothoracic joint) และหากมีความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งโดยเฉพาะกล้ามเนื้อชั้นลึกที่เชื่อมจากคอผ่านบ่า ไปที่สะบัก และไปที่หัวไหล่ กล้ามเนื้อเหล่านี้แหละที่เป็นต้นเหตุของอาการปวดเรื้อรัง
อาการปวดบ่า สะบัก และหัวไหล่นั้นส่วนใหญ่มักมีผลกระทบมาจากความผิดปกติของโครงสร้างคอ กล้ามเนื้อทั้งสามส่วนนี้มีจุดเกาะเกี่ยวมาจากกระดูกคอ และหัวไหล่เป็นข้อต่อที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดในร่างกาย จึงทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีกล้ามเนื้อโดยรอบให้ความมั่นคงกับหัวไหล่ไว้ (Rotator Cuff muscle) ด้วยเหตุที่เราใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป เมื่อร่างกายเกิดความไม่สมดุลก็มักมีการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเหล่านี้ ทำให้มีอาการปวดบ่า สะบัก และหัวไหล่เรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในท่าคอยื่นไปด้านหน้า ไหล่งุ้มงอ ห่ออก ซึ่งในภาวะปกติร่างกายคนเราเวลาทำงานมักมีแนวโน้มก้มไปด้านหน้าอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมักมีการหดสั้นของกล้ามเนื้อด้านหน้า และยืดยาวออกของกล้ามเนื้อด้านหลัง ทำให้หลังยิ่งโก่งงองุ้มมากขึ้น และเกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเส้นเอ็น ข้อต่อ กล้ามเนื้อ รวมถึงเส้นเลือด เส้นประสาทโดยรอบ เกิดการบาดเจ็บจนเป็นอาการปวดเรื้อรัง หากแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงเพื่อบรรเทาอาการปวด ก็จะส่งผลให้เกิดความต่อเนื่องรุกรามถึงขั้นเป็นโรครุนแรง จนอาจทำให้เสียศักยภาพของแขนอีกข้างก็เป็นได้
การปรับโครงสร้างร่างกายไม่เพียงเป็นการแก้ที่ต้นเหตุของอาการปวดเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับสมดุลทั้งร่างกายเพราะกล้ามเนื้อคนเราไม่สามารถแยกออกจากกันเป็นส่วนๆได้ ต่างก็มีความเชื่อมโยงถึงกันไปหมด ดังนั้นการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย ก็เสมือนได้ร่างกายที่แข็งแรง ทนทาน พร้อมในการใช้งาน ใช้ชีวิตประจำได้โดยไม่มีอาการปวดมารบกวนอีก หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่มีปัญหาเรื้อรังกับอาการปวดบ่า สะบัก และไหล่อยู่ ลองเลือกวิธีการรักษาด้วยการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย เพื่อการรักษาที่ต้นตอของอาการไม่เสี่ยงต่อการเป็นเรื้อรังและรุนแรงมากเกินจนรักษาไม่ได้