อาการปวดที่พบมากที่สุดของประชากรโลกคืออาการ “ปวดหลัง” ในทุกๆ 100 คน มี 80 คนที่เคยปวดหลังและในคนที่เคยปวดหลัง 90 % จะต้องกลับมาเป็นซ้ำอีก อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำให้หายปวด แต่สิ่งที่ยากคือ ทำอย่างไรไม่ให้อาการปวดนั้นกลับมาเป็นอีกสวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน เผลอแป๊บเดียวจะหมดปีอีกแล้วนะคะ เวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกินค่ะ หลายคนเตรียมฉลองปีใหม่ เตรียมวางแผนไปเที่ยวกันแล้ว นี่ล่ะค่ะเป็นเหตุผลให้หลายท่านเรียกร้องให้ผู้เขียนเล่าเรื่องราวของอาการปวดหลัง เพราะหลายท่านมีอาการปวด-เมื่อยหลังอยู่เรื่อย จึงเกิดความกลัวว่าหากไปเที่ยวแล้วปวดหลังมากขึ้นก็จะเที่ยวไม่สนุก เราได้เคยกล่าวถึงหลังนานมากหลายปีแล้ว มีหลายท่านยังไม่เคยอ่าน ผู้เขียนจึงอยากจะบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหลังให้ท่านได้ตระหนักถึงความสำคัญและได้แนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้มีอาการปวดขึ้นมา
“หลัง” เป็นส่วนสำคัญมากของร่างกายมนุษย์ เป็นเสาหลัก เป็นที่อยู่ของไขสันหลัง เป็นทางออกของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงทุกระบบของร่างกายและอาการปวดที่พบมากที่สุดของประชากรโลกก็คืออาการ “ปวดหลัง” เชื่อไหมคะว่าประชากรโลกใบนี้ ในทุกๆ 100 คน มี 80 คนที่เคยปวดหลัง และ 90 % จะต้องกลับมาเป็นซ้ำอีก ฟังดูน่าตกใจนะคะ ใน 80 คนนั้นสักวันอาจเป็นท่านก็ได้ ทั้งนี้คงเป็นเพราะท่าทางการทำงานของคนเรามักใช้ร่างกายส่วนนี้ในการทำงานมากกว่าส่วนอื่นๆ อีกประการสำคัญคือในทุกอิริยาบถ(ยกเว้นท่านอนราบ) กล้ามเนื้อหลังส่วนลึก (Core Stabilizer muscle) ต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อพยุงแนวกระดูกสันหลัง คำว่าปวดหลังนั้นมักถูกเรียกรวมทั้งหมดของหลัง ไม่ว่าจะปวดหลังช่วงบนๆ (ข้างๆสะบัก) ปวดบั้นเอว ปวดหลังส่วนล่าง หรือแม้แต่ตรงแถวกระเบนเหน็บ (Sacroiliac joint) ก็เรียกปวดหลังทั้งสิ้นค่ะจริงๆ อาการปวดหลังไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะที่จะทำให้หายปวด แต่สิ่งที่ยากคือ ทำอย่างไรไม่ให้อาการปวดนั้นกลับมาเป็นอีก นี่คือหัวใจสำคัญของการดูแลโครงสร้างร่างกายค่ะ คนปวดหลังส่วนใหญ่ที่ไม่หายขาด เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นตอของสาเหตุและไม่ได้สร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ เมื่อต้องใช้งานก็เลยกลับมาปวดอีก อาการปวดหลังเป็นได้จากปัจจัยหลายอย่างมากที่ทำให้รู้สึกปวด และก็ไม่ใช่จะแก้เหมือนกันทุกรายค่ะ ขอยกตัวอย่างภาวะความผิดปกติของโครงสร้างหลัง ที่ทำให้เกิดอาการปวด ในกรณีต่างๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ
  • ปวดจากภาวะกล้ามเนื้อเกร็งหรืออักเสบ (Muscle strain /Inflammatory)
  • ปวดจากหมอนรองกระดูกเสื่อม(Spondylosis)
  • ปวดจากช่องทางออกของเส้นประสาทตีบแคบ(Stenosis)
  • ปวดจากหมอนรองกระดูกเคลื่อน /หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Herniated nucleus pulposus : HNP)
  • ปวดจากกระดูกสันหลังเคลื่อน / กระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Spondylolisthesis)
  • ปวดจากความไม่มั่นคง-แข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดลึก (Spinal instability)
  • ปวดจากภาวะเยื่อหุ้มไขสัน/เยื่อหุ้มประสาทหลังตึงรั้ง (Neural tension)
  • ปวดจากความไม่สมดุลของร่างกายส่วนอื่น (Muscle Imbalance)
  • ปวดจากภาวะโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคทางกระดูกกล้ามเนื้อ เช่นโรคไต หรือภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง ฯลฯ
อาการปวดหลังที่กล่าวนั้นมีข้อสุดท้ายเพียงข้อเดียวค่ะ ที่ไม่ใช่เรื่องของกระดูกกล้ามเนื้อโดยตรง แต่เป็นจากภาวะโรคอื่น ซึ่งกรณีนี้ในการบรรเทาอาการที่ปวดมากอาจต้องพึ่งยาและต้องรักษาตามโรคที่เป็นค่ะ หลายท่านคงเริ่มกังวลว่า อาการปวดหลังที่เป็นอยู่นั้น เป็นจากระบบกระดูกกล้ามเนื้อหรือจากการเป็นโรคกันแน่ สังเกตุง่ายๆค่ะหากเป็นจากโรคอื่นเช่น โรคไต โรคมะเร็ง โรคตับ โรคกระเพาะอาหาร ฯลฯ อาการจะไม่ขึ้นกับท่าทาง หรือการทำงานของร่างกาย แต่มักปวดขณะพัก ขณะนอนเวลาจะปวดก็ปวดขึ้นมาโดยไม่มีท่าทีใดๆ เตือน
ส่วนข้ออื่นๆ ทั้งหมดสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากระบบโครงสร้างร่างกายที่ไม่สมดุลสะสมมาเป็นเวลานาน การใช้งานร่างกายมากเกินกว่ากำลังที่มี จนก่อเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดอาการหรือเป็นโรคนั้นๆ ขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่นโรคหมอนรองกระดูกเสื่อม (Spondylosis) บางท่าน อาจบอกว่าคนเราเมื่อแก่ตัวก็ต้องเสื่อมเป็นธรรมดา ถ้าเช่นนั้นทุกคนก็ต้องเป็นโรคกระดูกเสื่อมสิคะ แต่คนแก่ทุกคนไม่ได้เป็นค่ะ คนที่อายุมากไม่จำเป็นต้องหมอนรองกระดูกเสื่อมเสมอไปค่ะ หากดูแลได้ถูกต้องถูกทาง
อาการปวดต่างๆ ที่กล่าวมานั้นแท้จริงแล้ว สาเหตุที่เป็นต้นตอก็มาจากเหตุเดียวกันเกือบทั้งสิ้น นั่นคือจากระบบโครงสร้างกระดูกกล้ามเนื้อที่ไม่แข็งแรงและไม่สมดุลกันนั่นเอง ซึ่งเวลาเป็นแล้วเรามักจะแก้อาการโดยไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วอาการปวดนั้นมาจากโครงสร้างไหนที่มีปัญหา เวลาแก้ไขหรือรักษาก็ไม่ได้รักษาตรงโครงสร้างที่มีปัญหาจริง ทำเพียงแค่ให้หายปวด อย่างกรณีที่เป็นกระดูกสันหลังเสื่อมนั้น เหตุที่หมอนรองกระดูกต้องเสื่อมก็จาก เกิดแรงกด-อัดตรงข้อต่อที่มากกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากกล้ามเนื้อเกร็งมากกว่าปกติ อยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม กระดูกไม่ได้อยู่ในแนวโค้งที่ควรจะเป็น แรงกดที่หมอนรองกระดูกจึงมาก นานเข้าก็ส่งผลให้หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม เสื่อมนานเข้าก็ทำให้ช่องทางออกของเส้นประสาทแคบ (Stenosis) เกิดการกดทับเส้นประสาท ข้อต่อก็ขาดความมั่นคง(Spinal instability) จะเคลื่อนตัวยกของหรือเอี้ยวตัว ในบางจังหวะก็ง่ายต่อการเกิดหมอนรองกระดูกเคลื่อน (Herniated nucleus pulposus : HNP) หรือกระดูกเคลื่อน (Spondylolisthesis) เพราะโครงสร้างรอบๆ ไม่แข็งแรง ทำให้ไปกดเบียดเส้นประสาท เกิดการยึดรั้งของเยื่อหุ้มประสาท (Neural tension) ขาไม่มีแรง การลงน้ำหนักตัวไม่เท่ากันเกิดความไม่สมดุลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลถึงส่วนอื่นๆของร่างกายตามมา บางคนตัวเอียง สะโพกบิด ไหล่งุ้ม หลังงอ ฯลฯ ยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ จะรู้อีกทีก็ต้องมีอาการปวด อาการชาเรื้อรังไปแล้ว
หลายท่านคงสงสัยว่าการแก้ที่ต้นตอหรือป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นอีกนั้นต้องรักษาตัวเองอย่างไร เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยค่ะ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งก็คือการสืบค้นหาต้นตอ การประเมินและวิเคราะห์ทั้งร่างกาย เพื่อหาความบกพร่องที่เป็นปัจจัยแท้จริงที่ทำให้เกิดอาการปวดนั้นเองค่ะ เมื่อพบต้นตอที่แท้จริงการรักษาก็ไม่ยาก เพียงแก้ปรับให้ร่างกายสมดุล แข็งแรง เอื้อต่อการทำงานในชีวิตประจำวัน การปรับ การสร้างความสมดุล และการออกแบบการรักษา การออกกำลังกายของแต่ละเคสนั้น ถึงแม้มาด้วยอาการปวดหลังเหมือนกัน แต่การรักษาก็อาจแตกต่างกันค่ะ เพราะการดำเนินชีวิต การใช้ร่างกายของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกันค่ะ ถือเป็นการออกแบบการดูแลรักษาที่เป็นเฉพาะบุคคลก็ว่าได้ค่ะ กระบวนการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือการปรับโครงสร้างร่างกายนั่นเองค่ะ
ท่านเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาปวดเมื่อยหลังหรือเปล่าค่ะ อย่าคิดว่าอาการปวดเมื่อยหลังเป็นเรื่องธรรมดา ปวดหลังนี่แหละค่ะ อาจทำให้ร่างกายของท่านพังทั้งร่างได้ เพราะหลังเป็นส่วนที่เป็นเสาหลักของร่างกาย เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยไว้นานนะคะ ถ้าปล่อยให้เรื้อรังอาจเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้บั่นทอนร่างกายและชีวิตท่านได้ อย่าลืมนะคะว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดของมนุษย์ก็คือร่างกายและจิตใจ ซึ่งไม่สามารถซื้ออะไหล่มาทดแทนได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือดูแล ป้องกันไว้ก่อน ดีกว่ามาแก้ไขเมื่อรุนแรงนะคะ สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจนะคะ หากมีโอกาสค่อยพบกันใหม่ค่ะ สวัสดีค่ะ