อาการปวดเข่าที่เกิดจากความไม่สมดุลของลูกสะบ้าต้องสืบค้นหาข้อเท็จจริงว่าความไม่สมดุลนั้นเกิดจากโครงสร้างไหน? จึงจะออกแบบการรักษาและการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลได้ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถปรับหมุนอะไหล่ให้ได้เหมือนเครื่องจักร การออกกำลังกายเข่า การสร้างกล้ามเนื้อขาในความเข้าใจที่ผิด ทำให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บเรื้อรังพบกันอีกแล้วนะคะ เมื่อฉบับที่แล้วได้พูดถึงอาการปวดเข่าจากสาเหตุของกล้ามเนื้อด้านนอกต้นขาที่มีความตึงตัวมากเกินไป (Iliotibial band ) ขอกล่าวทวนเล็กน้อยนะคะว่า เข่าของคนเราประกอบด้วยข้อต่อ 2 ข้อ ซึ่งประกอบด้วยข้อต่อจากขาท่อนบน (Femur bone) เชื่อมกับกระดูกขาท่อนล่าง (Tibia bone) และอีกข้อหนึ่งที่มักจะเป็นปัญหาทำให้ปวดเข่าก็คือข้อต่อที่เป็นส่วนของกระดูกต้นขา (Femur bone) กับกระดูกสะบ้า (Patellar bone) ตรงนี้ล่ะค่ะที่มักจะเป็นปัญหาทำให้มีอาการปวดเสียวในข้อเข่า กระดูกสะบ้าเป็นกระดูกที่ลอยตัวอยู่บนด้านหน้าข้อเข่า ซึ่งจะอยู่ตรงกลางร่องของกระดูกต้นขาพอดี กระดูกชิ้นนี้ทรงอยู่ได้ด้วยมีเนื้อเยื่อต่างๆ พยุงไว้รอบด้าน เสมือนมีเชือกขึงเอาไว้ด้วยความตึงเท่าๆ กันทั้งด้านบน ด้านล่าง ด้านในและด้านนอก ซึ่งฉบับก่อนเราได้ทราบแล้วว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เข่ามีปัญหาคือกล้ามเนื้อ ด้านนอกต้นขาตึงมากเกินไป ฉบับนี้เรามาทำความรู้จักกล้ามเนื้อด้านใน ด้านบนและด้านล่าง กันต่อเลยนะคะ
กล้ามเนื้อที่ค่อนข้างเป็นปัญหาและพบบ่อยคือมัดที่พยุงไว้ด้านใน มีชื่อเรียกว่า vastus medialis oblique muscle เป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่อยู่ด้านในต้นขา กล้ามเนื้อมัดนี้จะเป็นเหมือนเชือกที่ดึงอยู่ด้านในของลูกสะบ้าเพื่อความมั่นคงแข็งแรงของลูกสะบ้าด้านใน กล้ามเนื้อมัดนี้จะวางทอดยาวตลอดแนวต้นขาด้านในและแผ่มาเกาะที่ขอบในของสะบ้าจากด้านบนจนถึงด้านล่าง เยื่อเอ็นของกล้ามเนื้อมัดนี้จะแผ่ผสานไปกับเอ็นที่ขึงลูกสะบ้าด้านบน ซึ่งเป็นเอ็นที่ทอดมาจากกล้ามเนื้อที่ให้ความมั่นคงของสะบ้าด้านบน คือกล้ามเนื้อที่ชื่อ Quadriceps muscle ส่วนด้านล่างจะเป็นเอ็นที่ค่อนข้างหนาและแข็งแรงให้ความมั่นคงกับสะบ้าด้านล่าง มีชื่อว่า Patellar tendon ซึ่งจะแผ่ผสานรวมเช่นเดียวกัน เมื่อเทียบความมั่นคงแข็งแรงรอบด้านแล้ว ด้านบนและด้านล่างจะค่อนข้างแข็งแรง มักไม่เกิดปัญหาการบาดเจ็บเท่าไหร่
เห็นไหมคะว่า เยื่อเอ็นที่แผ่มาจากด้านในมีผลต่อความมั่นคงของกระดูกสะบ้ามากเพียงใด เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าถ้ากล้ามเนื้อมัดนี้ไม่มีความแข็งแรงพอก็จะส่งผลให้แนวการวางตัวของกระดูกสะบ้าบิดออกจากแนวสมดุลค่ะ จากภาพที่แสดงจะเห็นลูกสะบ้าขณะมีการเคลื่อนไหวเข่า ก็จะเคลื่อนขึ้น-ลงอยู่ในร่องของกระดูกต้นขา หากกระดูกชิ้นนี้มีการบิดซ้าย-ขวาหรือไม่สมดุล จะทำให้เวลาเคลื่อนไหวโดยเฉพาะการงอ-เหยียดเข่าจะทำให้เกิดอาการขึ้นมาได้ อาการปวดจะเสียวๆ เจ็บด้านในเข่าหรืออาจเจ็บด้านหน้าหัวเข่า ทั้งนี้เกิดจากการเสียดสีของผิวข้อและ เกิดการอักเสบขึ้นมา แต่เนื่องจากข้อเข่าเป็นข้อที่ต้องถูกใช้งานตลอดเวลาที่เราขยับขา เมื่อเดิน-ยืนก็ยิ่งเกิดแรงอัดไปที่ข้อมากขึ้น ดังนั้นเมื่อมีการอักเสบหรือบาดเจ็บจึงทำให้เป็นเรื้อรังได้ง่ายหากรักษาไม่ถูกวิธีหรือไม่ได้รักษาตรงจุดที่เป็น ท่านที่มีปัญหาจากกรณีนี้มักจะบ่นว่าปวดเสียวๆ ในเข่าด้านหน้า บางรายระบุได้ชัดเจนว่าปวดเสียวใต้ลูกสะบ้า กลุ่มที่เห็นได้ชัดเจนจากอาการปวดเข่าด้วยกรณีนี้ มักเป็นกลุ่มวัยรุ่นหรือกลุ่มที่อายุน้อยอยู่ นักกีฬาบางชนิดเช่น บาสเกตบอล ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล เทนนิส วิ่ง ปั่นจักรยาน ฯลฯ
อาการที่พบบ่อยๆ ได้แก่

• ปวดเสียวเวลาวิ่งหรือกระโดด
• นั่งยองๆ หรือนั่งในท่าที่เข่างอมากๆ เช่น นั่งขัดสมาธิ หรือนั่งพับเพียบจะเสียวๆ
ที่หน้าเข่าหรือด้านในเข่า
• เวลาขึ้น-ลงบันได โดยเฉพาะท่าที่เดินลงจะเป็นท่าที่เจ็บมากกว่า
• การเอี้ยวตัวที่ต้องบิดและหมุนเข่าไปด้านที่มีปัญหา
• ท่าที่ต้องลงน้ำหนัก หรือยืนด้วยขาข้างเดียว ฯลฯ
เป็นอย่างไรบ้างคะ? ท่านเป็นอีกคนที่มีเสียงเตือนจากร่างกายอยู่หรือเปล่า? หลายเคสที่เล่าให้ผู้เขียนฟัง เคยคิดว่าการออกกำลังกายเข่าหรือการสร้างกล้ามเนื้อขาคือการวิ่ง การกระโดด การปั่นจักรยาน แต่ถ้าอาการปวดเข่ามาจากกรณีนี้ การวิ่ง การกระโดดหรือการปั่นจักรยานอาจทำให้เกิดอาการปวดและบาดเจ็บเรื้อรังได้ เพราะจะทำให้เกิดการเสียดสีทุกครั้งที่เล่นกีฬาดังกล่าว แล้วการบริหารให้ลูกสะบ้าสมดุลนั้นต้องทำอย่างไร? ถ้าร่างกายของคนเราเหมือนเครื่องยนต์หรือเครื่องจักรกล ก็คงสามารถบอกได้ว่าต้องหมุนอะไหล่ส่วนไหนให้แน่นหรือให้ปรับตรงนั้นตรงนี้ แต่เพราะร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งอาการปวดที่จุดเดียวกันแต่ต้นตอของปัญหามาจากคนละทาง การออกแบบการรักษาหรือการออกแบบท่าออกกำลังกายก็แตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกัน หากการปวดเข่าที่เป็นอยู่เกิดจากความไม่สมดุลของลูกสะบ้า และความไม่สมดุลนั้นเกิดจากโครงสร้างไหน สิ่งที่สถาบันอริยะให้ความสำคัญมากที่สุดคือการสืบค้นและวิเคราะห์หาต้นตอที่แท้จริงของความไม่สมดุลที่เกิดขึ้น เมื่อพบแล้วจึงสามารถออกแบบการรักษาและการออกกำลังกายให้ได้ ซึ่งถือเป็นการดูแลเฉพาะบุคคลค่ะ
เราได้รู้จักข้อเข่าและเข้าใจอาการปวดของเข่าโดยค่อนข้างละเอียด คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองแล้วล่ะค่ะหากร่างกายกำลังส่งเสียงเตือนสิ่งใดอยู่ ท่านก็น่าจะสามารถแยกแยะและดูแลได้ถูกต้องถูกทางมากขึ้นนะคะ แต่หากลองพยายามจัดการหรือรักษาด้วยตัวเองสักพักแล้วอาการไม่หายขาด ไม่ดีขึ้น ยังรบกวนการใช้ชีวิตของท่านอยู่ ก็แวะมาสอบถามที่สถาบันอริยะได้นะคะ พบกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ