สวัสดีค่ะ ท่านผู้อ่านทุกท่าน ฉบับนี้เอาใจหนุ่มๆ สาวๆ ที่ทำงานออฟฟิตกันค่ะ แต่ก็น่าจะโดนใจผู้บริหารทุกท่านด้วยเหมือนกัน ผู้เขียนขอแชร์ประสบการณ์ของหลายๆ เคสที่มีอาการเหมือนกันให้เป็นกรณีศึกษา เพราะมีหลายเคส ที่มาด้วยอาการคล้ายๆ กันและต้นตอของอาการที่เป็นก็มาจากสาเหตุเดียวกันโดยไม่คาดคิดเลยค่ะว่าสิ่งที่ทำจนเป็นกิจวัตรจะส่งผลต่อร่างกายได้มากมายถึงเพียงนี้
ขอเริ่มต้นจากลักษณะงานของเคสที่มาก่อนนะคะ แต่ละท่านอยู่ในวัยประมาณ 30 ปลายๆ ถึง 40 ต้นๆ เกือบทุกเคสจะพูดว่าทำงานสบายก็คงไม่ผิด เพราะมีแต่ท่านั่ง ตั้งแต่นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ นั่งประชุม นั่งในรถ เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 7-8 ชม. หลายท่านทำงานในลักษณะเช่นนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี แล้วจะไม่ให้มีผลกับร่างกายได้อย่างไร? มาดูกันค่ะว่าอาการที่เป็นนั้นเหมือนไม่มากมาย แต่กลับเรื้อรังและส่งผลเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ppt จากการประมวลอาการของแต่ละเคส เริ่มต้นจะรู้สึกเมื่อยๆ ที่ก้นทั้งสองข้างเมื่อนั่งนานๆ และความเมื่อยจะเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะ4-6 เดือน หลังจากนั้นก็รุนแรงขึ้นจนกลายเป็นอาการปวดก้นทั้งสองข้าง และความปวดก็ลุกลามมาต้นขาด้านหลัง บางเคสก็ปวดตรงบั้นเอวและกระเบนเหน็บมาก และจะรู้สึกขัดๆ ในขาหนีบด้านหน้า ท่านที่เป็นมานานจะมีอาการขัดๆ เสียวๆ ที่เข่าด้านนอกด้วย จากที่เคยนั่งได้เป็นชั่วโมงแล้วจึงรู้สึกปวด ก็กลายเป็นนั่งเพียง 5 – 10 นาทีก็มีอาการปวดขึ้นมา แม้จะพลิกก้นไปมาก็ไม่สบายขึ้น หลายเคสมีการทานยา แรกๆ ก็ดีขึ้น แต่หลัง ๆ เคสพูดเหมือนกันว่า “ตอนนี้ทานยาไปก็ไม่ได้ทำให้อาการดีขึ้นและก็ทำให้มีปัญหามากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน” มีท่านหนึ่งเป็นผู้บริหารต้องนั่งประชุมทั้งวัน จะลุกเปลี่ยนท่า จะขยับตัวก็เกรงใจที่ประชุม ยอมทนนั่งปวดจนชาลงขาเลยค่ะ ฟังแล้วน่าเห็นใจมากนะคะ แต่ละเคสก็ผ่านการรักษามามากค่ะ บางรายไปนวดจนช้ำเป็นจ้ำเขียวๆ เต็มก้น เขาบอกว่านวดแล้วสบาย แต่หลังจากนวดวันสองวันก็เป็นอีก จึงไปนวดซ้ำๆ บ่อยๆ เคสพูดแบบขำๆ ให้ฟังว่า จากอาการปวดกลายเป็นอาการบอบช้ำระบมรึเปล่าจึงรู้สึกดีขึ้น (แต่ก็ยอมเจ็บจนตัวเขียวนะคะ) มีบางเคสไปทำ MRI เพื่อหาความผิดปกติเนื่องจากถูกสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท แต่ก็ไม่พบว่ามีปัญหาการกดทับเส้นประสาทที่หลังแต่อย่างใด
หลายท่านก็อาจมีปัญหาที่คล้ายๆ กับเคส ลองมาดูกันค่ะว่า อาการเหล่านี้ต้นตอมาจากอะไร ท่านคงเคยได้ยินใช่ไหมคะว่า การใช้ร่างกายนั้น ไม่ว่าจะมากไปหรือน้อยไปล้วนเกิดผลเสียทั้งนั้น ใช้มากก็จะทำให้กล้ามเนื้อล้าเกินกำลัง ใช้น้อยหรือไม่ใช้เลยก็จะทำให้กล้ามเนื้อลีบเล็ก อ่อนกำลังและเกิดปัญหาในที่สุด สรุปง่ายๆ คือใช้พอดีพอควรและใช้ให้ถูกต้อง เคสข้างต้นเมื่อวิเคราะห์แล้วในทางกระดูกกล้ามเนื้อเราเรียกกันว่า “เป็นความไม่สมดุลในการทำงานของกล้ามเนื้อ” หรือ Muscle Imbalance โดยปกติแล้วกล้ามเนื้อคนเราจะหุ้มร่างกายอยู่ทั้งซ้าย-ขวา หน้า-หลัง กล้ามเนื้อที่อยู่ตรงข้ามต้องทำงานประสานกันเพื่อให้เกิดความสมดุลของโครงสร้างร่างกาย สำหรับอาการที่กล่าวข้างต้น สาเหตุเกิดจากความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อที่พยุงข้อสะโพกและกระดูกเชิงกราน คือกลุ่มกล้ามเนื้อก้น(Gluteal muscle) ซึ่งมักจะอ่อนแรง (weakness) กับกล้ามเนื้อด้านหน้าข้อสะโพกมัดลึก (Iliopsoas muscle ) ซึ่งมักจะหดสั้นมากกว่าปกติ (Tightness) และเกิดขึ้นคู่ไปกับกล้ามเนื้อหน้าท้องอ่อนแรง (Abdominal muscle weakness) กับกล้ามเนื้อหลังหดสั้นมากกว่าปกติ (Erector spinae tightness)
5
อาการดังกล่าวมีต้นตอความเจ็บปวดจากท่านั่งนานๆ นั่นเองค่ะลองนึกภาพนะคะ เวลาที่เราต้องนั่งนานๆ ถึงหลังเราจะตรงและนั่งถูกต้อง ก็ไม่สามารถบรรเทาอาการของคนกลุ่มนี้ได้ค่ะ เพราะความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นมันสะสมมานานมาก เวลาท่านนั่ง ก้นทั้งสองวางอยู่บนเบาะนั่ง สะโพกและเข่าจะงออยู่ตลอดเวลา กล้ามเนื้อก้นซึ่งเกาะที่ขอบเชิงกรานแล้วทอดยาวมาเกาะที่ข้อสะโพก ในท่านั่งเก้าอี้กล้ามเนื้อก้นก็ถูกยืดให้ยาวออกตลอดเวลา นานเข้าก็ทำให้อ่อนกำลังลง ส่วนกล้ามเนื้อด้านหน้าข้อสะโพก ก็หดสั้นลงและยึดติด เพราะมัดนี้จะเกาะจากข้อกระดูกสันหลังด้านหน้าโยงมาเกาะที่หัวข้อสะโพก เมื่อขาอยู่ในท่างอสะโพกตลอด จึงทำให้หดสั้นดังที่กล่าวมา
ความไม่สมดุลนี้สะสมนานเข้าจะทำให้กล้ามเนื้อก้นอ่อนแรงมาก จับดูจะรู้สึกได้ว่ากล้ามเนื้อก้นนิ่ม อ่อนปวกเปียกเลยล่ะค่ะ สาวๆที่มีอาการนี้ก้นก็คล้อยจนเห็นได้ชัด เมื่อนั่งลงจะไม่มีความตึงตัวของเส้นใยกล้ามเนื้อพยุงก็ทำให้เส้นเอ็นและเส้นประสาทที่ผ่านบริเวณนี้ถูกกดไปกับเบาะที่นั่งจนทำให้เกิดอาการขึ้นมา และที่ลุกลามไปปวดหลัง ปวดบั้นเอว ปวดกระเบนเหน็บนั้นก็เป็นการทดแทนของร่างกาย เพื่อหาจุดที่สบาย ซึ่งเคสอาจจะนั่งแบบเอนๆหลัง แต่ด้วยโครงสร้างเหล่านั้นของร่างกายไม่ได้มีไว้ให้เหมาะต่อการลงน้ำหนักลำตัว เพราะการลงน้ำหนักที่ถูกต้อง ต้องให้ลงตรงก้นกบพอดี ดังนั้นการทดแทนจึงทำให้เกิดปัญหาตามมาค่ะ
หากทิ้งเอาไว้หรือปล่อยให้เรื้อรังก็มักเป็นปัญหาลุกลามไปส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ค่ะ เนื่องจากกล้ามเนื้อมัดนี้(Gluteal muscle) เป็นกล้ามเนื้อมัดสำคัญที่ใช้ในการยืน การเดิน พยุงข้อสะโพกและเชิงกรานให้มั่นคง ถ้าปล่อยเอาไว้มักพบว่านานเข้าจะเป็นปัญหาไปถึงหลังได้ เพราะเมื่อสะโพกบิดจะดึงรั้งไปที่หลังทำให้เกิดปัญหาใหญ่ เพราะแรงดึงมากๆ ที่กระดูกสันหลังจะกลายเป็นปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อมง่าย เสี่ยงต่อการกดทับเส้นประสาท และจากอาการของเคสที่มีผลทำให้ปวดและเสียวในข้อเข่า ก็เนื่องจากกล้ามเนื้อก้น Gluteus maximus muscle เป็นมัดที่เชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อที่อยู่ด้านข้างขา (Iliotibial band )โยงไปเกาะที่ข้างเข่า เมื่ออ่อนแรงก็จะทำให้ลูกสะบ้าเข่า (Patellar bone) บิดออกด้านนอก เมื่อเคลื่อนไหวเข่าหรือแม้แต่เวลาเดิน การเคลื่อนของลูกสะบ้าจะคลูดกับผิวข้อเกิดขัดๆ หรือเสียวๆ ในข้อเข่าก็เป็นได้ค่ะ
อาการทั้งหมดต้องแก้ที่ต้นตอของเหตุค่ะอาการต่างๆ จึงจะหายไป การจะสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงต้องทำให้ข้อต่อต่างๆ ที่ยึดติดมานานมีความยืดหยุ่นก่อน สภาพกล้ามเนื้อที่ดีต้องมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น ทนทานและทำงานสมดุลกัน ทั้งหมดฝึกได้ค่ะแต่ส่วนใหญ่มักจะฝึกผิด ใช้ผิดจากความไม่รู้จักร่างกายตนเอง Deep Muscle Exercise ในแบบของสถาบันอริยะ เป็นการบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะมัดที่อ่อนแรงที่เป็นต้นเหตุและผลพลอยได้ที่ตามมาสำหรับคุณสาวๆ ก็คือกล้ามเนื้อก้นกระชับ (ปลื้มกว่าหายปวดอีกค่ะ)
ร่างกายมนุษย์เราถูกสร้างให้ทำงานอย่างสมดุล หากดูแลดี ใช้ร่างกายให้เป็น ใช้ให้พอเหมาะพอควร มั่นบริหารกล้ามเนื้อให้ถูกตามการใช้งานของร่างกายนี่แหละค่ะเป็นเรื่องที่ท่านควรต้องเรียนรู้จุดอ่อน-จุดแข็งของร่างกายท่าน การออกกำลังกายเป็นสิ่งดีค่ะแต่แบบไหนจะเหมาะกับเรา ท่านต้องมารู้จักโครงสร้างร่างกายตนเองค่ะ ถ้าทำได้เช่นนี้ท่านจะสามารถใช้ร่างกายได้เต็มศักยภาพจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเลยค่ะ พบกันใหม่ฉบับหน้านะคะ สวัสดีค่ะ