ฉบับนี้เรามาดูกันค่ะว่ากลไกลการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นในแต่ละพฤติกรรมที่แตกต่าง แต่ทำให้เกิดปัญหาเหมือนกันนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อฉบับที่แล้วเป็นเรื่องราวของคนไข้อายุ 67 ปีที่ติดเล่นเกมส์ในสมาร์ทโฟน จึงทำให้เราได้ทราบความเชื่อมโยงของระบบโครงสร้างคอ บ่า หัวไหล่ รวมทั้งแขนแล้วว่าระบบในร่างกายนั้นถูกจัดไว้เป็นระเบียบแบบแผน เอื้อต่อการทำงานที่ประสานกันอย่างลงตัว
2 ส่วนการทำงานของข้อต่อหัวไหล่นั้น หากจะให้ทำงานได้เต็มช่วงการเคลื่อนไหว ต้องอาศัยทั้งความยืดหยุ่นของตัวข้อต่อ , ตำแหน่งการวางตัวของกระดูกต่างๆ และการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อซึ่งไม่ใช่เพียงมัดใดมัดหนึ่ง แต่เป็นการประสานงานที่เรียกว่า แรงคู่ควบ (Couple movement) เพราะกล้ามเนื้อแต่ละส่วนที่อยู่รอบหัวไหล่ จะมีจุดเกาะเชื่อม มาจากคอเกือบทั้งสิ้น รวมทั้งลายกล้ามเนื้อก็ทอดพาดผ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลังของหัวไหล่ ที่สำคัญข่ายรากประสาทจากคอก็พาดผ่านด้านหน้าหัวไหล่ไปยังแขน (Brachial plexus) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมใดก็ตามที่คออยู่ในท่าก้ม คางยื่น หัวไหล่งุ้มงอ หลังค่อม ลำตัวก้มมาด้านหน้า ทั้งหมดนี้จะทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าเป็นช่วงคอก็เสมือนคอถูกแรงดึงกระชากลงมาด้านหน้าตลอดเวลาที่นั่งผิด เกิดแรงอัดที่หมอนรองกระดูกคอ กล้ามเนื้อมัดลึกที่ให้ความมั่นคงของกระดูกคอจะอ่อนกำลังลง หมอนรองกระดูกคอจะแคบ เมื่อมีการกดเบียดที่รากประสาทก็จะทำให้มีอาการปวดลึกๆ แปลบๆ ร้าวมาด้านหน้าหัวไหล่ ร้าวลงศอก ร้าวมาต้นแขนด้านหลังและร้าวถึงสะบักก็เป็นได้ ในกรณีที่กล้ามเนื้อด้านหน้าอกหดยึดสั้นจากการงุ้มไหล่ กอดอก การเล่นกีฬาที่ออกแรงเหวี่ยงแขนมาด้านหน้านั้น จะทำให้หัวกระดูกต้นแขน ( Head of humerus bone) ถูกดันมาด้านหน้า จากกล้ามเนื้อที่เชื่อมโยงหัวไหล่ไปสะบัก จึงเป็นแรงดึงให้สะบักกางออกจากแนวกระดูกสันหลังมากกว่าปกติ ไม่วางขนานกับกระดูกสันหลัง โยงไปถึงกล้ามเนื้อที่เกาะจากขอบกระดูกสะบักไปกระดูกสันหลังก็ถูกดึงรั้งตามมา (บางรายอาจสังเกตเห็นแนวกระดูกสันหลังคด-บิด) เป็นเหตุให้เวลายกแขน กระดูกหัวไหล่จะอัดเข้ากับข้อต่อที่เชื่อมอยู่ด้านหน้า ทำให้เอ็นกล้ามเนื้อบริเวณนี้อักเสบ (Impingement syndrome) และหากต้องยกแขนทำกิจวัตรอยู่เรื่อยๆ ซ้ำๆ ทุกครั้งที่ยกก็จะเกิดแรงกดอัด กลายเป็นการอักเสบเรื้อรัง จนเป็นเหตุให้ไหล่ติดก็มีค่ะ
หากแก้ไขไม่ตรงจุด ปัญหาอาการปวดหรืออักเสบก็จะวนเวียนอยู่เช่นนี้ร่ำไป จากเล็กน้อยก็เริ่มเป็นมากจนเรื้อรังและแก้ไขกันไม่จบไม่สิ้นค่ะ แต่ถ้าเรารู้จักโครงสร้างร่างกาย รู้ถึงกลไกลที่ทำให้บาดเจ็บแล้ว แม้เราไม่มีอาการอะไร ก็ควรต้องป้องกันด้วยการอยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อให้ทุกส่วนของร่างกายได้มีการเคลื่อนไหว เพื่อการไหลเวียนเลือด แต่หากท่านใดที่มีอาการชัดเจนและตรงกับที่กล่าวมา ก็ควรเลือกแนวทางในการแก้ปัญหาให้ตรงจุดนะคะ ไม่ใช่เพียงแค่ทำให้อาการที่ปวดรู้สึกดีขึ้น เพราะถ้าเพียงแค่นั้นการรักษาที่ใดก็ทำให้ดีขึ้นได้ แต่หากจะจัดการอย่างเด็ดขาด ต้องรักษาที่ต้นตอของสาเหตุที่เป็น สิ่งใดไม่สมดุลก็ปรับให้เกิดความสมดุล พร้อมสร้างความแข็งแรงและความทนทานให้ กับร่างกายเพื่อให้เหมาะสมในการใช้ชีวิตประจำวัน การจัดการได้อย่างถาวรนั้นหมายถึง อาการปวดจะไม่กลับมาเป็นอีก cervical_burners_anatomy01
เคสอายุ 67 ปีที่กล่าวถึงเมื่อฉบับก่อน ท่านดีขึ้นภายใน 3 สัปดาห์ค่ะ ท่านมาสถาบันอริยะสัปดาห์ละ 2 ครั้ง อาการดีขึ้นเร็วเพราะให้หยุดเล่นเกมส์ และหันมาออกกำลังกาย ที่เป็นการออกกำลังกายเฉพาะบุคคลค่ะ ให้ฝึกสติในกายหัดปฏิบัติธรรมง่ายๆ ด้วยดูกายเคลื่อนไหวในขณะออกกำลังกาย พร้อมฟังเพลงธรรมะสบายๆ เคสนี้ดีขึ้นทั้งกำลังของร่างกายและกำลังของจิตใจค่ะ
สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลร่างกายให้อยู่ได้โดยไม่ป่วยไข้ ไม่เจ็บปวด คือต้องรู้จักร่างกายค่ะ เหตุเกิดจากตรงไหนก็ไปแก้ที่ตรงนั้น เมื่อปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุลแล้ว สิ่งสำคัญคือต้องใช้ร่างกายแบบใหม่ ให้เป็น ใช้ให้เหมาะสม ไม่มากไปหรือน้อยไป เมื่อร่างกายได้เข้าสู่ภาวะสมดุลแล้ว ท่าทางใดที่ผิด ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนให้ทราบทันที เช่น หากอยู่ในท่าที่ผิดนานๆ เขาจะเมื่อยหรือมีอาการปวดให้เห็นทันที เราก็ควรเปลี่ยนอิริยาบถหรือยืดเหยียดให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว ส่วนท่านที่เล่นกีฬาหรือ Fitness ก็ต้องเล่นให้เป็น ก่อนเล่นควรรู้ว่าต้องเตรียมร่างกายอย่างไร? ขณะเล่นท่านใช้งานกล้ามเนื้อมัดใด? และหลังเล่นควรจัดการอย่างไรกับกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งาน ซึ่งท่านจะรู้จักร่างกายท่านได้เป็นอย่างดี หลังการปรับโครงสร้างร่างกายให้สมดุล เพียงเท่านี้ท่านก็จะสามารถใช้ร่างกายได้เต็มประสิทธิภาพตามสมควรแก่กาล โดยไม่ต้องกลัวหรือกังวลกับโรคร้ายและความเสื่อมอันเกิดจากการใช้ร่างกายนี้เลยค่ะ
ฉบับหน้าพบกับเรื่องราวดีๆได้ใหม่นะคะ อย่าลืม! ฝึกฟังเสียงเตือนจากร่างกายที่กำลังส่งเสียงบอกท่านอยู่ แล้วท่านจะห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างแท้จริง สวัสดีค่ะ