สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ฉบับที่แล้วผู้เขียนได้เล่าเรื่องให้ฟังเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่เป็นกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท ได้ทิ้งท้ายไว้ถึงอาการสำคัญของผู้ที่เป็นโรคนี้ จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ฟังเสียงจากร่างกายของแต่ละเคสนั้น ชัดเจนมากว่าอาการจะคล้ายๆ กัน ดังนี้

  • ปวดแปล๊บๆ บริเวณบั้นเอวทุกครั้งที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น จากท่านอนลุกขึ้นมานั่ง จากท่านั่งลุกขึ้นยืน ท่าบิดตัว ก้มหรือเงยลำตัว ไม่ว่าจะบิดเอียงไปทิศทางไหนก็จะปวดแปล๊บๆ ที่บั้นเอว และส่วนใหญ่จะปวดมากในท่าแอ่นหลัง
  • บางเคสหากการเคลื่อนไหวนี้ไปกดเบียดเส้นประสาท หรือทับเส้นประสาท จะมีอาการปวดและ/หรือชาร้าวลงที่สะโพก ชาลงขา หรืออาจถึงฝ่าเท้าและนิ้วเท้า ปลายเท้าจะรู้สึกตื้อๆ
  • หากต้องนั่งนานๆ จะปวดหลังมาก
  • หากต้องยืนหรือเดินนานๆ อาการปวดจะมากขึ้น อาจรู้สึกล้าๆ ไปที่ขา หรือรู้สึกขาไม่มีแรง ต้องนั่งพักอาการจึงจะดีขึ้น
  • จะรู้สึกว่าหลังและขาตึงมากและเมื่อยมากกว่าปกติ ความยืดหยุ่นของหลังและขาลดลง
  • อาการปวดจะมากขึ้นหลังการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเล่นที่ต้องแอ่นหลัง
  • บางเคสหากเป็นมานานแล้วจะสังเกตุได้ชัดเจนว่า สะโพกหรือลำตัว เอียงหรือบิดไปด้านหนึ่ง จนเกิดความไม่สมดุล ทั้งนี้เนื่องจาก การทดแทนของร่างกายที่พยายามทำให้เส้นประสาทถูกกดเบียดน้อยที่สุด จึงทดแทนด้วยการเอียงลำตัวหรือยักสะโพก ฯลฯ
spondy หลังการตรวจโครงสร้างร่างกายของเคสนี้แล้ว ยืนยันได้ชัดเจนว่าเคสเริ่มเป็นมาก่อนหน้าที่อาการจะรุนแรง เพราะสะโพกบิด หลังคด ไหล่งุ้มค่อมมาก ทั้งที่เคสนี้อายุ 51 ปี แต่ดูแล้วจะรู้สึกแก่กว่าอายุมากค่ะ เนื่องจากมีปัญหาโครงสร้างร่างกาย จึงทำให้ร่างกายเปลี่ยนไปมาก เคสเริ่มบ่นว่าช่วงหลังที่อาการเป็นมากๆ จะรู้สึกปวดร้าวสะบัก บ่า และคอ หายใจขัดๆ รู้สึกเหนื่อยๆ และเพลียทั้งร่างกาย ฯลฯ อาการต่างๆ ที่กล่าวมาเกี่ยวข้องกับกระดูกสันหลังเคลื่อนโดยตรงเลยค่ะ เกี่ยวอย่างไรท่านคงเริ่มสงสัยใช่ไหมคะ
อาการที่เคสนี้เป็น เนื่องมาจากระบบโครงสร้างร่างกายที่เปลี่ยนไปจากปกติ การที่ปวดแปล๊บๆ ก็เพราะรอบๆ ข้อต่อกระดูกสันหลัง มีเส้นเอ็นขึงอยู่รอบด้าน เมื่อมีการเคลื่อนก็ทำให้เส้นเอ็นต่างๆ กล้ามเนื้อมัดเล็กที่อยู่ชั้นลึก เยื่อหุ้มเส้นประสาทและเส้นประสาทได้รับการบาดเจ็บ และเนื่องจากเนื้อเยื่อดังกล่าว เป็นเนื้อเยื่อที่ให้ความมั่นคงกับกระดูกสันหลัง เมื่อมีการบาดเจ็บหรือฉีกขาด กระดูกสันหลังจะขาดความมั่นคง การเคลื่อนไหวแต่ละครั้งจึงกระตุ้นให้มีอาการเสียวแปล๊บๆ
อาการปวดร้าวไปที่ขาเกิดจากเส้นประสาทใหญ่ที่ไปเลี้ยงขา (Sciatic nerve) ถูกกด เกิดการเกร็งร้าวไปตามแนวเส้นประสาทนั้น กล้ามเนื้อที่เส้นประสาทวิ่งผ่านก็เกร็งตัวมากกว่าปกติ จึงทำให้รู้สึกตึงและล้าขามาก การที่เส้นประสาทเป็นตัวนำคำสั่งให้กล้ามเนื้อทำงาน และรับรู้ความรู้สึกต่างๆได้ ดังนั้นเมื่อเส้นประสาทถูกกดทับจึงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลง การรับรู้ถูกบล็อกเอาไว้ ทำให้รู้สึกชาๆ ตื้อๆ จากการที่เส้นประสาทถูกกดทับนี้เองค่ะ
เคสนี้นอกจากจะมีอาการที่หลังและขาแล้ว ยังมีอาการปวดสะบัก ปวดบ่า ปวดคอร้าวขึ้นศีรษะ บวกกับหายใจขัดๆ ด้วย สงสัยไหมคะว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร? ด้วยความที่เคสนี้ปวดทรมานติดต่อเป็นเดือน จึงขยันและตั้งใจปฏิบัติตัวได้ดีมาก อาการต่างๆ บรรเทาลงมากกว่า 50 % ในการรักษาเพียง 3 ครั้งแรก ฟังดูไม่น่าเชื่อนะคะ แต่ก็ต้องเชื่อค่ะ เพราะโครงสร้างร่างกายของคนเราทรงอยู่ได้ด้วยกล้ามเนื้อ หากกล้ามเนื้อสมดุลและแข็งแรง ทุกระบบก็ทำงานได้ดีตามมาค่ะ
? ทำไมเคสนี้ดีขี้นเร็วจัง อันนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างค่ะ ถึงแม้เคสนี้จะเป็นหนัก แต่ผู้เขียนก็อยากเล่าให้ฟังว่า เคสนี้มีความทุกข์ทรมานในสิ่งที่เป็นเหลือเกิน ท้อแท้กับอาการที่เป็นมานาน ในทางธรรมชาติบำบัดถือเป็นสิ่งดีนะคะ เพราะการมีอาการและการรับรู้ถือว่าสัญญาณเตือนของร่างกายยังชัดเจนดีค่ะ จะได้หาทางแก้ไขได้ถูก เมื่อเคสนี้ได้รับการอธิบายถึงต้นตอของสิ่งที่ทำให้เจ็บปวดว่ามาจากไหน กลไกลที่จะทำให้ดีขึ้นเป็นอย่างไร? การคุมท่าทางพฤติกรรมในชีวิตประจำวันควรเปลี่ยนแปลงเช่นไร? เคสปฏิบัติตาม และตระหนักถึงความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เคสทำตามที่สถาบันอริยะ วางแผนการดูแลรักษาอย่างมีวินัย จึงดีขึ้นชัดเจนอย่างรวดเร็วค่ะ เมื่อคนเรายอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย รู้กลไกลการเกิดความเจ็บปวด รู้จักโครงสร้างร่างกายตนเอง แนวทางที่จะดูแลตนเองก็ง่ายและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ
ฉบับหน้ามาฟังกันต่อว่าอาการของเคสนี้ดีขึ้นเร็วเพราะเหตุใด และอาการอื่นๆที่ตามมานั้นเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร รวมถึงมาทราบกันว่าปัจจัยใดที่ทำให้เป็นโรคกระดูกสันหลังเคลื่อน เพราะเมื่อทราบแล้วจะได้ปฏิบัติตนเพื่อการป้องกันไม่ให้เป็น ดีกว่าต้องเสียเวลาในการรักษาความเจ็บปวด “กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไม่ทันนะคะ” พบกันฉบับหน้าค่ะ