สวัสดีค่ะท่านผู้อ่าน ฉบับนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกรณีศึกษาท่านหนึ่งที่มาพบผู้เขียนค่ะ ผู้เขียนเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของเคสนี้แล้วก็รู้สึกตกใจเพราะเพิ่งได้รับคำบอกเล่าเช่นนี้เป็นเคสที่สองติดๆกัน เลยย้อนกลับไปคิดว่าคงมีอีกหลายรายที่อาจประสบปัญหาเหมือนสองท่านนี้ แล้วในที่สุดก็ต้องตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษาในแบบที่ตนเองไม่ค่อยอยากทำนัก เพราะไม่รู้ว่ามีทางเลือกอื่น
แต่โชคดีของรายนี้ค่ะที่ญาติเคยมีอาการเหมือนกัน และได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ให้เข้ารับการผ่าตัด แต่หลังจากผ่าตัด อาการที่ เป็นนั้นดีขึ้นอยู่ได้ประมาณ 3-4 เดือนก็กลับมามีอาการเหมือนเดิมอีก ต้องเรียนท่านผู้อ่านนะคะว่าไม่ใช่ทุกรายที่เลือกการผ่าตัดแล้วอาการ จะกลับมาปวดเหมือนเดิม บางรายก็อาการดีขึ้น ทั้งนี้เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้อาการดีขึ้นหรือไม่ก็ได้ และที่สำคัญขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเคสด้วยค่ะว่าจะเลือกดูแลรักษาตัวเองด้วยวิธีใด เคสนี้มีเพื่อนที่มีอาการเหมือนกัน เลือกรักษาด้วยแนวทางธรรมชาติบำบัด ไม่เลือกการผ่าตัด ไม่ชอบทานยา ซึ่งเพื่อนของเคสท่านนี้เป็นคนไข้ของสถาบันอริยะค่ะ ท่านเลือกดูแลด้วยการปรับโครงสร้างร่างกาย จนอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่มีความเจ็บปวดกลับมารบกวนอีกเลย การได้เห็นตัวอย่างจากญาติที่เป็นเหมือนตน ทำให้ทั้งสองเคสนี้ เลือกมาปรึกษาผู้เขียน และเมื่อได้ฟังจากประวัติของเคสแล้ว ผู้เขียนจึงอยากบอกต่อให้ท่านได้รับทราบ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อท่าน และผู้ที่ท่านรู้จัก หรือผู้ที่กำลังมีอาการอยู่ค่ะ
เคสนี้มาด้วยอาการปวดและเสียวที่หลังช่วงบั้นเอว ปวดแบบแปล๊บๆ ทุกครั้งที่มีการขยับตัวเปลี่ยนท่า และที่รุนแรงกว่านั้นคือ ทุกครั้งที่มีการลุกขึ้นยืนจะรู้สึกปวดร้าวไปตามด้านหลังเยื้องไปด้านข้างขาตลอดแนวจนถึงปลายเท้า ร่วมกับมีอาการชาด้วยค่ะ อาการดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อต้องเดินหรือยืนต่อเนื่องเพียงแค่ 5 – 10 นาทีก็จะรู้สึกปวดมาก และทรงตัวยืนอยู่ไม่ไหวต้องหาที่นั่ง นั่งสักพักใหญ่อาการจึงค่อยดีขึ้นเป็นเช่นนี้มาเกือบเดือนค่ะ เคสบอกว่าไม่ได้มีอุบัติเหตุใดๆ แค่เมื่อยหลังบ่อยครั้ง เมื่อยมาประมาณปีหนึ่งแล้ว แต่เคสเลือกดูแลตนเองด้วยการนวดผ่อนคลาย อาการก็จะหายไป แต่สักสัปดาห์อาการก็จะกลับมาเมื่อยๆ และเริ่มรู้สึกเปลี่ยนเป็นอาการปวด เมื่อต้องนั่ง-ยืนหรือเดินนานๆ เคสต้องนวดบ่อยขึ้น ถี่ขึ้นจนรู้สึกว่าการนวดไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่ก็ยังคงนวดอยู่จนอาการปวดรุนแรงมากขึ้นต่อเนื่องประมาณหนึ่งเดือน blog-ql
nervio ciatico - 3 ผู้เขียนได้ซักประวัติเคสเพิ่มเติม ว่าเคยได้รับอุบัติเหตุก่อนหน้าย้อนกลับไปหลายๆ สิปปี มีหรือไม่ เคสบอกว่าได้เคยไปปรึกษาที่รพ.แห่งหนึ่ง เขาแจ้งว่าไม่เกี่ยวกันเลยเพราะมันนานมาแล้ว นั่นคือเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน เคสได้ลื่นล้ม ก้นกระแทก แต่ไม่มีอาการใดๆเลย จึงคาดว่าไม่น่าเกี่ยวและเมื่อ 2 ปีก่อน เคสเล่นกับสุนัข ลื่นล้มก้นกระแทกประมาณ 2 ครั้ง แค่เจ็บเล็กน้อย แต่ไม่ได้มีอาการใดๆ ชัดเจน เคสไม่ทานยา (เพราะไม่นิยมการทานยาค่ะ) ไม่ได้รักษาใดๆ เพราะไม่เจ็บปวด เคสเข้าใจว่าอาการปวดหลังที่เป็นคงไม่เกี่ยวกับที่เคยลื่นหกล้ม จากประวัติตรงนี้สำหรับในทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ หรือระบบโครงสร้างร่างกายแล้ว ถือเป็นประวัติที่สำคัญมากเลยค่ะ เพราะการที่ร่างกายเกิดแรงกระแทก หรือแรงกระทำหนักๆ ต้องมีความผิดปกติเกิดขึ้นแน่นอน ในทางกายวิภาคศาสตร์แล้วถือว่าเป็นจุดอ่อนของร่างกายของผู้ที่ได้รับแรงกระแทกนั้น ในกรณีนี้ก็เช่นเดียวกัน การได้รับแรงกระแทกนี้จะสะสมความอ่อนแอของเนื้อเยื่อ ข้อต่อ เส้นเอ็นต่างๆ ของร่างกาย จนถึงวันที่ร่างกายมีปัจจัยอื่นมารุมเร้าจึงจะแสดงอาการ ซึ่งในวันที่เกิดเหตุนั้นร่างกายอาจมีความยืดหยุ่นดีอยู่ ร่างกายจึงสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แต่แน่นอนว่าตรงจุดนั้นจะเสมือนแผลเป็นที่อาจเกิดความตึงตัวหรือเกิดพังผืด ซึ่งจะแสดงอาการออกมาเมื่อร่างกายไม่สมดุล หรือเมื่ออายุเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งมีความเสื่อมเข้ามาร่วมด้วย
เคสนี้ได้รับการตรวจยืนยันจากผล X-Ray พบว่า มีกระดูกเคลื่อน (Spondylolisthesis) กระดูกเคลื่อนมีสองแบบคือ เคลื่อนไปด้านหน้า ซึ่งจะดูเทียบกัน ระหว่างระดับของกระดูกท่อนบน เทียบกับท่อนล่าง เรียกกระดูกสันหลังเคลื่อน (Spondylolisthesis) ส่วนอีกแบบคือ เคลื่อนไปด้านหลัง เรียก Retrolisthesis แบบนี้กระดูกท่อนบนเมื่อเทียบกับท่อนล่างมีการเลื่อนไปด้านหลัง แบบแรกจะพบได้มากกว่าแบบที่สองค่ะ จุดเริ่มต้นที่จะเป็นปัจจัยให้กระดูกสันหลังเคลื่อนมีปัจจัยหลายอย่างด้วยกันค่ะ แล้วจะสรุปให้ฟังภายหลังค่ะ แต่สำหรับเคสนี้ได้รับคำแนะนำให้ผ่าตัดค่ะ เคสนี้ตัดสินใจอยู่นานเกือบเดือน เนื่องจากเคสเองเคยเห็นคนที่ผ่าตัดแล้วอาการไม่ค่อยดีขึ้นชัดเจน บวกกับความกลัวและไม่ชอบแนวทางการรักษาแบบนี้ จึงตัดสินใจเลือก ปรับโครงสร้างร่างกายที่ สถาบันอริยะ เพราะได้รับคำแนะนำจากเพื่อนที่มีอาการคล้ายๆ กัน จึงลองมาปรึกษาผู้เขียนค่ะ จากอาการดังกล่าวและการยืนยันด้วยภาพ X-Ray แล้ววินิจฉัยได้ว่า เป็นหมอนรองกระดูกเคลื่อน อาการสำคัญของผู้ที่เป็นโรคนี้และประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้ฟังเสียงจากร่างกายของแต่ละเคสนั้นจะชัดเจนมาก ว่าอาการจะคล้ายๆ กัน แต่จะคล้ายกันอย่างไร? คงต้องติดตามในฉบับเดือนหน้าแล้วล่ะค่ะ เรื่องนี้น่าสนใจและมีรายละเอียดมาก คงจะต้องแบ่งเป็น 3 ตอน ถ้าท่านใดใจร้อนหรือมีอาการคล้ายๆ กัน เชิญแวะไปรับคำปรึกษาที่ สถาบันอริยะ ได้ค่ะ