เมื่อตอนที่แล้ว เราได้พูดกันถึงเสียงเตือนของร่างกายที่บอกถึงอาการปวดน่อง ในตอนนี้จะเป็นความต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว เพราะกล้ามเนื้อน่องนั้น จุดเกาะปลายสุดอยู่ที่ส้นเท้า และส้นเท้าเป็นส่วนเชื่อมต่อกับพังผืดของฝ่าเท้า
picture-02
ในทางกายวิภาคศาสตร์ ระบบกระดูกกล้ามเนื้อหรือระบบโครงสร้างร่างกายนั้น ในแต่ละส่วนจะไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย เพราะการทำงานของแต่ละส่วนต้องอาศัยการทำงานที่ประสานกันแล้วทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ราบเรียบ และเกิดการใช้แรงน้อยที่สุดของร่างกายเพื่อไม่ให้เกิดการบาดเจ็บหรือใช้แรงมากเกินไป
กล้ามเนื้อน่องมีกล้ามเนื้อซึ่งประกอบกันอยู่ทั้งหมด 3 ส่วน (gastrocnemius + soleus muscle / the triceps suraeo / calf muscle) ซึ่งจุดเกาะตอนปลายของทั้ง 3 ส่วนนี้จะไปรวมตัวเกาะอยู่ที่กระดูกส้นเท้า เมื่อมีการยืน การเดิน การเคลื่อนไหวของข้อเท้าทุกครั้ง กล้ามเนื้อมัดนี้จะทำงานตลอดเวลา หากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงทนทานพอ หรือความยืดหยุ่นไม่ดีพอ จะเกิดการเกร็งตัวค้าง ดังที่กล่าวเมื่อตอนที่แล้วว่าหากปล่อยไว้นานการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมัดนี้จะเสมือนดึงและกระชากกระดูกส้นเท้าตลอดเวลา จากการที่พังผืดตรงฝ่าเท้า เป็นเหมือนเชือกเชื่อมต่อระหว่างกระดูกส้นเท้า ขึงไปที่กระดูกนิ้วเท้า เพื่อทำหน้าที่ให้โค้งของอุ้งฝ่าเท้าปกติ เป็นตัวกระจายน้ำหนักตัวทั้งหมดเมื่อเราลงน้ำหนักที่ฝ่าเท้า หากพังผืดอุ้งเท้านี้ถูกกระชากตลอดเวลาจะทำให้เกิดการบาดเจ็บหรืออักเสบเรื้อรังขึ้น และการบาดเจ็บที่บริเวณนี้ การซ่อมแซมของร่างกายจะซ่อมแซมได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากในชีวิตประจำวันเราต้องมีการยืน เดิน เกือบตลอดเวลา ก็ย่อมเกิดแรงกระชากที่พังผืดฝ่าเท้าทุกครั้ง จึงทำให้ผู้ที่มีอาการหรือเมื่อเป็นไปแล้วก็จะอักเสบเรื้อรัง และรุนแรงมากขึ้น เพราะฉะนั้นก็อย่าปล่อยให้เกิดอาการจะดีกว่า kent2
เสียงเตือนของร่างกาย ที่จะเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความผิดปกติอันนี้ ที่ชัดเจนมากสำหรับผู้ที่เริ่มเป็น คือเมื่อตื่นมา ก้าวแรกของการเหยียบเท้าลงจากเตียงจะรู้สึกปวดแปล๊บๆ ที่ฝ่าเท้า และรู้สึกตึงๆ น่อง แต่สำหรับท่านที่เริ่มมีอาการเมื่อเดินได้ประมาณ 2-5 นาที อาการปวดนั้นก็จะดีขึ้น และหายไปเลย แต่ก็จะมีอาการตอนเช้าเช่นนี้ทุกๆ เช้าหลังตื่นนอน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากว่าเวลาที่เรานอนนั้น ร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหวหากมีความผิดปกติอยู่แล้ว การอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวก็จะทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดี จึงเกิดของเสียคั่งบริเวณที่มีการบาดเจ็บ เมื่อได้เคลื่อนไหว ก็มีการไหลเวียนของเลือด ผลคือจะรู้สึกผ่อนคลาย และอาการปวดหายไป แต่หากเป็นเรื้อรัง อาจมีอาการมากในตอนเช้าหลังตื่นนอน และอาการไม่หายไป อาจมีอาการมากขึ้นเมื่อต้องเดินเยอะ หรือวันนั้นอาจเดินมาก ตอนเดินอาจรู้สึกปวดแปล๊บๆ เหมือนเหยียบของแข็งๆ เมื่อหยุดเดินหรือตกตอนหัวค่ำ หรือมืด อาการอาจชัดเจน หรือปวดมากกว่าปกติ บางเคสจะร่วมกับอาการปวดเมื่อยน่องหรือเป็นตะคริวน่องด้วย อาการปวดแปล๊บๆ เหมือนเหยียบของแข็งนั้น ส่วนใหญ่มาจากปล่อยไว้เรื้อรังหรือรักษาที่ปลายเหตุ จนเป็นเหตุให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง มีแคลเซียมพอกพูนอยู่ ที่เรามักเรียกว่ารองช้ำ หรือกระดูกงอกนั่นเอง plantar-fasciitis
สาเหตุหลักของการปวดฝ่าเท้า หรืออาการรองช้ำ ส่วนใหญ่แล้วมาจากกล้ามเนื้อของขาที่ตึงตัวมากเกินไป อาจไล่จากช่วงหลัง จนมาถึงเข่า และส่งแรงตึงตัวมาถึงเท้า การกระจายน้ำหนักบริเวณอุ้งเท้าไม่สมดุลและเกิดความผิดปกติในการลงน้ำหนักจน ทำให้เกิดการอักเสบในที่สุด และหากประกอบกับบางเคสมีฝ่าเท้าแบน หรือโค้งอุ้งเท้ามากกว่าปกติ ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บที่พังผืดข้อเท้าได้ง่ายกว่า เคสอื่นๆ
ระบบการไหลเวียนเลือด-น้ำเหลือง (Circulatory System) หลอดเลือดแดง (Artery) เป็นเสมือนหน่วยลำเลียงอาหารไปสู่เซลล์ ไปสู่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ แม้เราจะบำรุงร่างกายนี้ด้วยของดีเพียงใด แพงขนาดไหน หากหน่วยลำเลียง คือระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ร่างกายก็ไม่ได้รับสารอาหารที่ดีเหล่านั้นได้ ในขณะเดียวกันอาหารต่างๆ ที่เข้าไปสู่ร่างกาย อาจปะปนไปด้วยพิษและเชื้อโรคต่างๆ รวมถึงกระบวนการเผาผลาญ จะต้องมีพิษ หรือมีของเสียตกค้าง ระบบน้ำเหลือง(Lymphatic System)และระบบเลือดดำ (Vein) จะเป็นหน่วยลำเลียงเอาพิษ เอาเชื้อโรคออกจากร่างกาย นั่นหมายความว่าหากหน่วยลำเลียงของเสียทำงานได้ไม่ดีพอ หรือบกพร่องไปก็จะนำพาให้ร่างกายเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เช่นเดียวกัน
การรักษา ส่วนใหญ่แล้วมักใช้วิธีนวดที่บริเวณอุ้งเท้าเลย กดตรงบริเวณรองช้ำ หรือตรงพังผืดที่อักเสบเลย ผลคือบางเคสอาการอักเสบมากขึ้น เรื้อรังมากขึ้น และเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
การปรับโครงสร้างร่างกาย เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาจากต้นเหตุของอาการที่เป็น จุดที่เจ็บอาจไม่ใช่ต้นเหตุแท้จริงของอาการที่เป็น การประเมินและการรักษาที่ต้นเหตุ นอกจากจะทำให้อาการหายขาดแล้ว ยังส่งเสริมให้ส่วนต่างๆของร่างกายทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ซึ่งเมื่อร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพก็จะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ เสมือนร่างกายเรามีภูมิต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ด้วย และนี่คือ แนวทางในการใช้ศักยภาพของร่างกายรักษาตัวเอง อย่าลืมสนใจกับเสียงเตือนของร่างกายบ้างนะคะ เพราะเสียงเตือนนี่แหละเป็นสัญญาณอย่างดีที่จะทำให้คุณป้องกันตนเองได้จากโรคภัยไข้เจ็บ แล้วพบกันฉบับหน้าค่ะ