จากที่ได้เกริ่นไปในฉบับที่แล้วนะคะ ว่าอาการปวดหลังนั้นมีมาจากมากมายหลายปัจจัย จนแยกแยะกันไม่ค่อยออก หรือดูแลกันไม่ถูกต้องถูกทาง จึงยิ่งส่งผลต่ออาการปวดให้มากขึ้นหลายเท่าก็มี สำหรับอาการปวดหลังที่มักเป็นกันบ่อย และเป็นอาการปวดที่ไม่น่ากังวลใจ เพียงแต่ต้องดูแลให้ถูกต้องจึงจะทำให้อาการที่เป็นหายโดยไม่ลุกลามทำให้เกิดปัญหาใหญ่ตามมา นั่นก็คือ อาการปวดหลังจากกล้ามเนื้อเกร็งหรืออักเสบ (Muscle strain /Inflammatory) ฟังชื่อดูเป็นเรื่องใกล้ตัวมากเลยใช่ไหมค่ะ เพราะแน่นอนว่าหลายท่านคงมีประสบการณ์ถูกวินิจฉัย ว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออักเสบอยู่บ่อยๆ และก็ได้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบมาทาน บางเคสทานก็หาย บางเคสตอนทานก็หาย พอหมดฤทธิ์ยา อาการก็กลับมาปวดอีก เป็นซ้ำๆ จนเรื้อรังก็มี ทำไมกล้ามเนื้อถึงอักเสบๆ แล้วทำไมต้องปวด ทานยาแล้วทำไมไม่หายขาด แล้วต้องดูแลอย่างไรเมื่อมีอาการ วันนี้ผู้เขียนจะมาตอบคำถามเหล่านี้ให้ท่านผู้อ่านเข้าใจกันชัดเจนมากขึ้นนะคะ
ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งหรืออักเสบนั้น ย่อมมีสาเหตุที่ชัดเจน แต่ท่านที่มีอาการมักตอบตัวเองไม่ได้ว่าตัวเองไปทำอะไรมาทำไมถึงปวดขึ้นมาได้ นอกเสียจากอาการปวดนั้นจะรุนแรงทันทีหลังจากที่ประสบเหตุ แต่ถึงกระนั้นก็บอกได้ไม่ชัดเจนอีกว่าตัวเองเอี้ยวตัวอย่างไร อยู่ในท่าทางไหนแน่ ซึ่งนี่แหละเป็นการยากต่อการวิเคราะห์ว่า กล้ามเนื้อที่อักเสบขึ้นมานั้นเป็นกล้ามเนื้อมัดไหน เพราะหากทราบกลไกลการเคลื่อนไหวขณะที่ทำให้เกิดอาการการวินิจฉัยจะชัดเจนแม่นยำ และดูแลรักษาได้ง่ายมาก ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุของกล้ามเนื้ออักเสบเกิดจากกล้ามเนื้อทำงานหนักเกินกำลัง เช่น อยู่ในท่าทางนั้นๆ ต่อเนื่องนานมากกว่าปกติ ท่าที่นั่งไม่สบายต้องเกร็งอยู่ในท่านั้นๆ นานมากกว่าปกติ ออกแรงมากกว่าปกติ ร่วมกับท่าทางที่กล้ามเนื้อต้องมีการบิดตัว ยืดตัวอยู่ เช่นก้มหลังหยิบของ เอื้อมหยิบของไกลๆ หรือหยิบบนที่สูง เอี้ยวหรือบิดตัวหยิบของ เคลื่อนลำตัวธรรมดาไม่ได้ยกหนัก แต่ผิดจังหวะ นั่งนานแล้วรีบกระชากลุกทันที หรือบิดตัวทันที เล่นกีฬาหรือเข้ายิม เล่นท่าบางท่าที่หนักเกินไป หรือโหลดที่กล้ามเนื้อหลังมากไป ฯลฯ เหล่านี้เป็นเพราะกล้ามเนื้อไม่มีความหยืดหยุ่นและไม่มีกำลังพอ จึงทำให้เกิดอาการขึ้นมาได้ ทันทีที่มีอาการ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ และขึ้นอยู่กับความแข็งแรงพื้นฐานของร่างกายแต่ละคน ฯลฯ แต่อาการแสดงมักเห็นได้ชัดเจนดังต่อไปนี้
020758-14
020758-3
• ปวดขึ้นมาทันที
• เมื่อจับหรือสัมผัสบริเวณที่ปวดจะรู้สึกว่าผิวบริเวณหลังที่เป็นจะร้อน และอาจเห็นผิวแดง
• คลำดูกล้ามเนื้อจะเป็นก้อน เป็นแนวแข็งเกร็งมากๆ แน่นไปทั้งแนว มีบวมร่วมด้วย (ช่วงแรกของการบาดเจ็บใหม่ๆ ตัวมัดกล้ามเนื้อจะเกร็งตัวค้างเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นไยเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่มากขึ้น เรียกว่าเป็น Protective mechanism ของร่างกายดังนั้นจึงไม่ต้องพยายามไปบีบนวดให้คลาย ในวันแรกของการบาดเจ็บค่ะ)
• อาการปวดมักอยู่เพียงบริเวณแผ่นหลังไม่ร้าวหรือลามไปสะโพก หรือต้นขา
• อาจมีอาการจี๊ดๆ ซ่าๆ บริเวณหลังที่เป็น
• ไม่ว่าจะขยับตัว ก้มตัว หรือเงยหลังก็ปวดมาก บางครั้งนอนก็ไม่ทำให้สบายขึ้น ฯลฯ
อาการที่เป็นจะดีขึ้นเร็วภายใน 1-2 วันเท่านั้นเอง แต่หากดูแลไม่ถูกต้องก็มักทำให้อาการที่เป็นนั้นเรื้อรัง และลุกลามจนเกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ ร่วมด้วย หลายท่านอาจเป็นกังวลเมื่อมีอาการเกิดขึ้น แต่ต้องให้เวลาร่างกายได้รักษา ซ่อมแซมและฟื้นฟูด้วยตัวของร่างกายเองค่ะ สิ่งที่จะทำให้อาการที่เป็นหายได้เร็วก็ไม่ยากเลยค่ะ การดูแลที่ถูกต้องจะทำให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้นค่ะ ขอแยกให้ฟังเป็นข้อๆดังนี้นะคะ
• เมื่อมีอาการให้ประคบด้วยแผ่นเย็นทันที โดยใช้ผ้าบางๆ ห่อแผ่นเย็นหรือน้ำแข็งแล้วค่อยประคบไว้บริเวณที่มีอาการปวด สัก 5-10 นาที แต่หากเย็นจัดก็ควรสลับกับดึงออกบ้าง
• พยายามทำร่างกายให้นิ่งที่สุด อยู่ในท่าที่รู้สึกปวดน้อยที่สุด ตลอดวัน – 2 วันแรกที่เป็น
• หากมีเทปยึดกล้ามเนื้อควรติดตามแนวที่ปวด เพื่อลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อนั้นๆ
• หลีกเลี่ยงท่าทาง หรือการเคลื่อนไหวที่รู้สึกว่ากระตุ้นให้ปวดมากขึ้น
• ในทางธรรมชาติบำบัดถือว่าการที่ร่างกายรู้สึกเจ็บปวดอยู่จะเป็นข้อดีที่ทำให้รู้จักระวังตัวเอง ป้องกันไม่ให้เกิดการปวดเจ็บเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นหากไม่ปวดมากอาจไม่ต้องทานยา
• หากยังมีอาการปวดเหลืออยู่ ในวันที่ 3 เป็นต้นไปให้ใช้แผ่นร้อนประคบ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว ฯลฯ
เพียงเท่านี้ล่ะค่ะก็ทำให้อาการของกล้ามเนื้ออักเสบหรือเกร็งตัวหายได้ แต่ให้สังเกตุเพิ่มอีกนิดหนึ่งนะคะว่า เมื่อมีการเกร็งอักเสบของกล้ามเนื้อ ที่มักเกิดขึ้นบ่อยๆ แต่หายช้า เป็นบริเวณเดิมๆ และเริ่มรู้สึกปวดร้าวไปส่วนอื่น ปวดหนักๆ ตื่อๆ แน่นๆ หรือรู้สึกว่าร่างกายไม่คล่องแคล่วเหมือนเคย ไม่ควรปล่อยไว้ค่ะ เพราะบางทีการซ่อมแซมของร่างกายอาจยังไม่หายขาดซึ่งก็อาจเนื่องมาจากการใช้ร่างกายของเรา ที่จำเป็นต้องทำงานอยู่ทุกวันๆ โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังลุกลามทำให้มีการฉีกขาดหรืออ่อนแอของกล้ามเนื้อที่พยุงกระดูกสันหลัง อันนี้ถือเป็นเรื่องที่ควรตระหนักค่ะ เพราะถ้าปล่อยเอาไว้จะไม่เพียงแค่กล้ามเนื้อเกร็งธรรมดาแล้ว แต่อาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมเร็ว ส่งผลต่อเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขา ปวดร้าวลงขา ชาขา ขาไม่มีแรง คราวนี้ก็ทำลายไปทั้งระบบเลย เราเองคือหมอที่เก่งที่สุดค่ะ เพียงแต่ต้องรู้จักตนเองและทำให้ถูกต้องถูกทาง จึงจะสามารถวินิจฉัยสิ่งที่เป็นอยู่ได้ หากท่านหรือ คนข้างกายท่านมีปัญหานี้อยู่ก็ต้องพึงหันมาสังเกตุร่างกายมากขึ้นนะคะ เพราะเมื่อรู้เท่าทัน แล้วรีบมาปรับโครงสร้างระบบกระดูกกล้ามเนื้อใหม่ให้แข็งแรงสมดุล ก็ถือเป็นการชะลอความเสื่อมของกระดูกกล้ามเนื้อเราได้ ป้องกันการเป็นเรื้อรังได้เหมือนกันนะคะ
tales-from-body2-03