ตอนที่ 1 โรคไมเกรน(Migraine)/ปวดศีรษะจากการตึงเครียด (Tension-type headache)
ไมเกรน เป็นอาการปวดศีรษะ ของคนทั่วโลกที่พบได้บ่อย และเป็นมากที่สุดอีกโรคหนึ่งและมีสถิติเพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัจจุบันพบว่าอัตราส่วนของผู้ที่ไปพบแพทย์ 3 ใน 4 คน มีอาการปวดศีรษะไมเกรน จากข้อมูลดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ว่าปัจจุบันคนเรามีภาวะเสี่ยงต่ออาการปวดศีรษะมากขึ้น ทั้งนี้ก็ด้วยสังคมปัจจุบันที่ต้องเผชิญกับความวุ่นวายและดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
สาเหตุของโรคไมเกรน ในทางการแพทย์ระบุไว้ว่าเป็นโรคที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่เชื่อว่ากลไกของการเกิดโรคนี้เกิดจากภาวะที่สมองหลั่งสารที่ทำให้เส้นเลือดขยายตัว ทำให้ปลายประสาทที่ผนังหลอดเลือดถูกกระตุ้น จึงทำให้รู้สึกปวดส่วนในทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อพบว่า ผู้ป่วยไมเกรนจะมีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อต้นคอ ท้ายทอย กกหู บ่า รวมถึงกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ สะบัก ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่มีจุดเกาะตามแนวกระดูกคอ และกกหู ตลอดแนวของท้ายทอย และที่สำคัญยังเป็นกล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ดังนั้น หากกล้ามเนื้อบริเวณนี้มีอาการเกร็งจะทำให้จำกัดการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง เมื่อเลือดไหลเวียนได้น้อยลงจึงทำให้เกิดอาการปวด และจะปวดมากขึ้นเมื่อมีภาวะที่ต้องเครียด หรือต้องใช้งานมัดกล้ามเนื้อเหล่านี้ต่อเนื่อง เป็นเวลานาน
เมื่อมีภาวะเครียด เช่น โกรธ ตื่นเต้น ตกใจ ฯลฯ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งเรียกว่า Adrenaline เพิ่มขึ้น ผลก็คือจะยับยั้งการส่งข้อมูลของเซลล์สมอง ทำให้คิดอะไรไม่ออก และกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ คือหลอดเลือดในร่างกายหดเกร็ง ทำให้หัวใจเต้นถี่และเร็ว ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนสู่อวัยวะต่างๆ ก็ลดลงด้วย กล้ามเนื้อจะมีการเกร็งตัวมากกว่าปกติ ทำให้เมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้ง่าย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอ ซึ่งเป็นมัดเล็กจะมีผลมาก ดังนั้นความเครียด จึงเป็นสาเหตุหนึ่งของไมเกรนและอาการปวดศีรษะ ส่วนการทำงานต่อเนื่องนานเกินไป หรือต้องใช้สายตาเพ่งมากๆ เช่น การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์, นั่งอ่านหรือเขียน ต่อเนื่องนานๆ หิ้วหรือสะพายของหนักอย่างต่อเนื่อง จะทำให้กล้ามเนื้อล้า และเกร็งตัว ซึ่งก็เป็นสาเหตุในการจำกัดการไหลเวียนของเลือดเช่นกัน
SCM-Triggers
สาเหตุดังกล่าวมานั้นหากปล่อยเอาไว้เนิ่นนาน ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้ว อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีโอกาสเป็นโรคร้ายต่อร่างกายได้ในอนาคต โดยเริ่มจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป กล้ามเนื้อเมื่อยล้า มีการบาดเจ็บหรือฉีกขาดได้ง่าย ทำให้มีพังผืดขึ้นในกล้ามเนื้อ เมื่อนานเข้ากล้ามเนื้อในร่างกายจะอ่อนแรงจน เกิดความไม่สมดุล มีผลทำให้กระดูกสันหลัง หรือ “โครงสร้างร่างกาย ” ผิดรูป ซึ่งจะทำให้มีผลกระทบโดยตรงกับระบบการไหลเวียนของเลือด ,น้ำเหลือง , ระบบประสาท รวมถึงการทำงานของอวัยวะภายในของร่างกายด้วย เช่น การทำงานของปอด , หัวใจเป็นต้น
การดูแลรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนนั้น คนส่วนใหญ่มักจะทานยาลดปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งการทานยาไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ กลไกของยาคือ ยาจะออกฤทธิ์ไปยับยั้งการทำงานของระบบประสาท นั่นแปลว่า ยาทำให้เราไม่รู้สึกเจ็บปวด ทั้งที่สิ่งที่เป็นนั้นยังคงเป็นอยู่ และที่แย่ไปกว่านั้น คือในขณะที่ไม่รู้สึกปวด เราจะไม่ระวังตัวเอง นั่นคือยิ่งไปซ้ำที่ต้นเหตุของการเป็นให้รุนแรงและบาดเจ็บมากขึ้น เมื่อหมดฤทธิ์ยา อาการก็กลับมาอีกและเป็นมากกว่าเดิม ก็ต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้น ส่งผลเสียจนดื้อยา กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่หาย ฯลฯ การแก้ที่ถูกต้องคือการแก้ที่ต้นเหตุของอาการที่เป็น ไมเกรนเกิดจากกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวมากจนเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ดังนั้นการแก้ที่ต้นเหตุก็ต้องแก้ที่กล้ามเนื้อให้หายเกร็งตัว ด้วยการปรับโครงสร้างร่างกายนั่นเอง เพราะการปรับโครงสร้างร่างกายเป็นการปรับสภาวะกระดูกและกล้ามเนื้อทั้งร่างกายให้อยู่ในภาวะที่สมดุลและแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งาน แล้วไม่ทำให้อาการปวดเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ต้องได้รับคำแนะนำให้อยู่ในอิริยาบถที่ถูกต้อง ท่าทางการทำงานที่เหมาะสมของแต่ละบุคคล ก็จะทำให้หายขาดจากอาการที่เป็นได้
โครงสร้างร่างกายที่ดีนั้นไม่เพียงเฉพาะจุดใดจุดหนึ่งของร่างกายดีเท่านั้น แต่หมายรวมถึงตลอดทั้งร่างกาย อยู่ในภาวะที่มีความแข็งแรงสมดุล ยืดหยุ่นดี คล่องตัว ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบประสาท และระบบการขับของเสียออกจากร่างกาย (ระบบน้ำเหลือง) โรคไมเกรนและ อาการปวดศีรษะก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่เพียงการคลายกล้ามเนื้อเฉพาะคอหรือบ่าแล้วจะทำให้อาการที่เป็นอยู่หายไป เนื่องด้วยกล้ามเนื้อของคนเรามีส่วนเกี่ยวโยงกันอยู่ทั้งตัว ดังนั้นการทำให้หายขาดก็คือ การปรับโครงสร้างร่างกาย ให้แข็งแรงนั่นเอง
หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่โรคไมเกรนหรืออาการปวดศีรษะเป็นสิ่งที่กระทบต่อการใช้ชีวิต การปรับโครงสร้างร่างกายเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ท่านหายจากสิ่งที่เป็น ขึ้นอยู่กับว่าท่านพร้อมหรือยังที่จะหันกลับมาดูแลตัวเองก่อนที่จะสายเกินแก้ไข อย่ารอให้ถึงกับต้องล้มหมอนนอนเสื่อเลย ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เพราะหากเป็นโรคแล้วยากต่อการแก้ไข และทำให้อวัยวะต่างๆ กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพเหมือนเดิมได้
มิใช่เพียงโครงสร้างร่างกายที่ดีเท่านั้น สำหรับการจะมีสุขภาพแข็งแรงอย่างแท้จริง จิตใจกลับมีความสำคัญที่สุดต่อการนำพาร่างกายให้แข็งแรง จิตใจต้องแข็งแรงกว่าร่างกาย และใจกับกายต้องสมดุลกัน เพราะ
“จิตใจที่แจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”
Sound mind Sound body