ในทางสรีรวิทยาแล้ว อารมณ์ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อโครงสร้างร่างกายโดยตรง หากมองจากภายนอก คนที่อารมณ์ดี มักมีหน้าตาที่สดชื่นแจ่มใส จิตใจเบิกบาน ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ดูสง่าผ่าเผย ดูเป็นคนบุคลิกภาพดี แต่ตรงกันข้ามคนที่อารมณ์ห่อเหี่ยว จิตใจเศร้าหมอง ไม่สดใส มักมีใบหน้าที่เคร่งเครียด ท่าทางก็มักอยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสม เช่น ท่าห่อไหล่ ก้มคอ มักกอดอก หายใจถี่ๆ ไม่เต็มปอด คนที่เวลาเครียด เอามือกุมหน้าผาก ก็ทำให้หัวไหล่ห่อมาด้านหน้า และหลังอยู่ในท่าก้ม ฯลฯ
BingImages_12498 จนเคยชินและกลายเป็นที่มาของโครงสร้างร่างกายที่ผิดปกติ นอกจากนี้เมื่อคนเราอยู่สภาวะเครียด เศร้าหมอง หดหู่ ก็จะมีผลต่อสุขภาพ ทำโครงสร้างร่างกาย ระบบกล้ามเนื้อ-กระดูก ระบบประสาท ระบบย่อย ระบบดูดซึม ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ กระทั่งศูนย์ควบคุมฮอร์โมนของร่างกายเสียสมดุล จนส่งผลร้ายต่อสุขภาพในที่สุด สิ่งที่กล่าวมานี้
ที่สถาบันอริยะตระหนักรู้และประจักษ์เห็นจากประสบการณ์ที่ยาวนานว่า ใจ มีบทบาทยิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพ และการดำเนินชีวิตของคนเรามากกว่ากายภายนอกเสียอีก แต่ในการดำเนินชีวิตทุกวันนี้ คนเราต่างหาอาหารเติมเต็มให้แต่ร่างกาย แต่มักละเลยให้กับใจของตนเอง สถาบันอริยะจึงคิดค้นศาสตร์แห่งการบำบัด เทคนิคการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันโรคภัยมาสู่มนุษย์ ด้วย 3 ศาสตร์ด้วยกัน อันได้แก่ ศาสตร์กายภาพ ศาสตร์ธรรมชาติบำบัดและศาสตร์ธรรมะ ที่จะทำให้แข็งแรงทั้งกายและใจ แต่สิ่งที่วิถีอริยะมุ่งเน้นให้ความสำคัญที่สุด ก็คือเรื่องของใจ เพราะเชื่อว่า ใจ นี่แหละเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง ถ้าเราอารมณ์ดี ทุกระบบภายในร่างกายของคนเราก็จะทำงานได้ดี ถ้าอารมณ์เสียทุกระบบก็เสีย
ใจคือสิ่งที่รู้อารมณ์ใจต้องรับรู้สิ่งที่มากระทบ เกิดเป็นอารมณ์ต่างๆ ตลอดทั้งวัน แม้ใจจะไม่ได้เคลื่อนไหว เหมือนกาย แต่กลับทำงานหนักกว่าและมีผลมากต่อร่างกายด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว” หรือแม้แต่คำว่า “ตรอมใจตาย” ก็ยังมีให้ได้ยินกัน การที่จะทำให้ใจเราเข้มแข็ง ไม่มีสิ่งใดที่จะบำบัดใจได้ดี ไปกว่า ธรรมะ ที่ช่วยขัดเกลาจิตใจ ลดกิเลส ตัณหา โลภโกรธ หลง ทำให้ จิตที่มีพลัง / จิตเป็นกุศล ส่งผลที่ดีต่อสภาวะอารมณ์ จิตใจที่ปล่อยวาง สุขภาพจิตดี สุขภาพอารมณ์ดี ส่งผลให้ โครงสร้างร่างกายดี ระบบอวัยวะต่างๆ ทำงานดีมีประสิทธิภาพ ห่างไกลโรคภัย กลายเป็นความสุขที่มอบให้แก่ชีวิตในทุกวัน
นอกจากจะดูแลจิตใจให้ผ่อนคลายสมดุลด้วยธรรมะ อาหารก็มีผลต่ออารมณ์ เช่นกัน นึกถึงที่มาของอาหารทุกวันนี้ ว่าได้มาอย่างไร อาหารที่ผ่านการฆ่า เต็มไปด้วยโทสะ ทั้งผู้ฆ่าและชีวิตที่ถูกฆ่า แล้วต้องมาผ่านความร้อนของไฟอีก เอ็นไซม์ ไวตามิน เกลือแร่ คุณค่าที่ร่างกายต้องการ สูญสลายไปในไฟที่เผาทั้งอาหารและเผาอารมณ์ของเรา โดยที่ไม่เคยรู้สึกตัว ในทางกลับกัน อาหารประเภท พืช ผัก ผลไม้ เวลาที่เราเห็นตามธรรมชาติ เมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสดชื่น เย็นใจ สบายใจ อาหารที่ไม่ผ่านความร้อนของไฟ ไม่ผ่านขบวนการฆ่า ไม่ผ่านการปรุงแต่งทางเคมี ไม่มีผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไม่มีสารพิษ ยิ่งถ้าเป็นพืชผัก organic ที่เกิดขบวนการผลิตด้วยใจของเกษตรกรผู้รักผืนดินธรรมชาติ
มีความปราถนาดี เมตตา อยากให้ผู้อื่นได้รับแต่สิ่งดีๆ จนถึงการปรุงด้วยใจของเชฟมังสวิรัติ เมื่อได้รับประทานแม้จะเป็นบางมื้อ บางคราว ก็ยังดี ยังมีโอกาสได้ช่วยหลายๆ ชีวิต แต่ที่สำคัญที่สุดคือได้ช่วยร่างกายของเรา ให้ได้รับสิ่งที่ถูกต่อระบบของร่างกาย เมื่อทานอาหารเช่นนี้ไม่นานจะพบว่า ร่างกาย จิตใจ สภาพกล้ามเนื้อ และสภาวะอารมณ์ จะเปลี่ยน ร่างกายแข็งแรง จิตใจเย็นลง อารมณ์ดี สดชื่น ระบบกล้ามเนื้อดีขึ้น ความตึงตัว ความเกร็งลดลง เพราะ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”