
ท่ามกลางปัญหาสารพัดรูปแบบที่ถาโถมเข้าใส่"สังคมไทย"วันนี้ ทำให้ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปต่างมึนงงสงสัยว่าตกลงแล้วเราควรจะฟังใครดี ??
ในประเด็นดังกล่าวข้อมูลในหนังสือ "เทคนิคเพิ่มสุข" ของท่านภิกษุณี นันทญาณี (รุ้งเดิอน สุวรรณ) ช่วยชี้ทางสว่างนำทางปัญญาไว้ ว่า
คนโดยส่วนมากมักเข้าใจผิดอ้างหลักการเชื่อตามหลัก "กาลามสูตร" เพียง 10 ข้อที่พระพุทธเจ้าสอนว่า .. อย่าเชื่อโดยอาการ 10 อย่าง ซึ่งไม่ใช่ประเด็นสำคัญของหลักการเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงชี้สอน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่า .. พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เชื่อใคร .. แค่นั้น .. แต่ไม่รู้หลักการเชื่อที่ถูกต้อง เลยกลายเป็นคนไม่เคารพเชื่อถือใคร แต่กลับเชื่อถือความคิดตนเองเป็นใหญ่ หรือกลายเป็นคนหัวดื้อไม่เชื่อถือผู้ใหญ่ หรือไม่เคารพต่อคำสอนของพระศาสดา ทำให้เกิดปัญหาแล้วดำเนินชีวิตผิดพลาดมามากมาย
อันที่จริงแล้ว หากศึกษาจากพระไตรปิฎกตามหลักฐานที่ปรากฎนั้นจะพบว่ายังมีข้อความซึ่งปรากฎเป็นประเด็นสำคัญของหลักการเชื่อที่ชัดเจนอีก 4 ข้อต่อจากกาลามสูตรทั้ง 10 ข้อนั้น จึงขอให้ท่านศึกษาหลักการตัดสินว่า .. สิ่งใดควรเชื่อ หรือ สิ่งใดไม่ควรเชื่อตามหลักกาลามสูตรแบบสมบูรณ์ชัดเจน ดังที่ได้หยิบมาแสดงไว้ ณ ที่นี่ ..
"สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เสด็จจารึกไปในโกศลชนบทถึงแก่เกสปุตตนิคม ซึ่งเป็นที่อยู่แห่งหมู่ชนกาลามโคตร ชาวเกสปุตตนิคมได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและทูลถามถึงการที่สมณะพราหมณ์ทุกๆ หมู่ที่มาถึงเกสปุตตนิคท ได้พูดแสดงแต่ถ้อยคำของตนเชิดชูให้เห็นว่าดี ชอบ ควรถือตามโดยส่วนเดียว พูดคัดค้านข่มถ้อยคำผู้อื่น ดูหมิ่นว่าไม่ดี ไม่ชอบ ไม่ควรถือตาม ทำถ้อยคำของตนให้เป็นปฏิปักษ์แก่ถ้อยคำผู้อื่น จึงเกิดความสงสัยว่า .. สมณะเหล่านี้ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ .."
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า .. ควรแล้วที่ท่านจะสงสัยความสงสัยของท่านเกิดขึ้นแล้วในเหตุควรสงสัยจริง
๑. ท่านอย่าได้ถือโดย ได้ฟังตามกันมา
๒. ท่านอย่าได้ถือโดย ลำดับสืบๆ กันมา
๓. ท่านอย่าได้ถือโดย ความตื่นว่าได้ยินอย่างนี้ๆ
๔. ท่านอย่าได้ถือโดย อ้างตำรา
๕. ท่านอย่าได้ถือโดย เหตุนึกเดาเอา
๖. ท่านอย่าได้ถือโดย นับคือคาดคะเน
๗. ท่านอย่าได้ถือโดย ความตรึกตามอาการ
๘. ท่านอย่าได้ถือโดย ชอบใจว่าตรงกับลัทธิของตน
๙. ท่านอย่าได้ถือโดย เชื่อว่าผู้พูดสมควรจะเชื่อได้
๑๐. ท่านอย่าได้ถือโดย ความนับถือว่าสมณะผู้นี้เป็นครูของเรา
จากนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงประเด็นสำคัญ 4 ประการของหลักการตัดสินว่า .. สิ่งใดควรเชื่อ หรือสิ่งใดควรไม่เชื่อ ดังข้อความที่ปรากฎข้างล่างนี้
เมื่อใดท่านรู้ด้วย (ปัญญา) ตนเองว่า ..
๑. สิ่งเหล่านี้ เป็นอกุลศล (ไม่ฉลาด) คือ โลก โกรธ และไม่รู้แจ้งอริยสัจ 4
๒. สิ่งเหล่านี้ มีโทษ
๓. สิ่งเหล่านี้ ท่านผู้รู้ (บัณฑิต) ติเตียน
๔. สิ่งเหล่านี้ ถ้าประพฤติเต็มที่แล้วเป็นไปเพื่อ..สิ่งไม่เป็นประโยชน์..เป็นไปเพื่อทุกข์
เมื่อนั้นท่านพึง 'ละ' ธรรมเหล่านั้นเสียหรือคือสิ่งที่..ไม่ควรเชื่อ
เมื่อใดท่านรู้ด้วย (ปัญญา) ตนเองว่า ..
๑. สิ่งเหล่านี้ เป็นกุศล (ฉลาด) คือ ไม่โลภ ไม่โกรธ และรู้แจ้งอริยสัจ 4
๒. สิ่งเหล่านี้ ไม่มีโทษ
๓. สิ่งเหล่านี้ ท่านผู้รู้ (บัณฑิต) ไม่ติเตียน
๔. สิ่งเหล่านี้ ถ้าประพฤติเต็มที่ล้วนเป็นไปเพื่อ..ประโยชน์ เป็นไปเพื่อ..สุข
เมื่อนั้นท่านพึง 'เจริญ' ธรรมเหล่านั้นหรือคือสิ่งที่..ควรเชื่อ..นั่นเอง
|