| |
 |
| |
การเจริญสมถะ |
| |
 |
ต่อไปนี้เป็น การเจริญสมถะและวิปัสสนา อย่างง่ายๆ ประจำวัน ซึ่งควรจะได้ทำบ่อยๆ ทำเนืองๆ ทำให้มากๆ ทำจนจิตเป็นอารมณ์ แนบแน่นไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด ยืน เดิน นั่ง หรือนอนก็ใคร่ครวญ ถึงความเป็นจริง 4 ประการดังต่อไปนี้ หากทำแล้วพระพุทธองค์ ตรัสว่า
"จิตของผู้นั้นไม่ห่างจากวิปัสสนา และเป็นผู้ไม่ห่างจากมรรคนิพพาน" คือ |
1) มีจิตใคร่ครวญถึง มรณัสสติกรรมฐานหรือมรณานุสติกรรมฐาน ซึ่งก็คือการใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ อันความมรณะนั้นเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งบรรลุพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย แต่ก็ยังต้องทรงทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก
การระลึกถึงความตาย จึงเป็นการเตือนสติให้ตื่นรีบพากเพียร ชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ ก่อนที่ความตายจะมาถึง พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญมรณัสสติว่า "มรณัสสติ (การระลึกถึงความตาย)อันบุคคลทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงฆ์ใหญ่ หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุดฯลฯ"
ผู้ที่คิดถึงความตาย เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต ไม่มัวเมาในชีวิต เพราะเมื่อคิดพึงแล้วย่อมเร่งกระทำความดีและบุญกุศล เกรงกลัวต่อบาปที่จะติดตามไปในภพชาติหน้า
2) มีจิตใคร่ครวญถึง อสุภกรรมฐาน อสุภได้แก่สิ่งที่ไม่สวย ไม่งาม เช่น ซากศพ คือมีจิตพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงที่ว่าร่างกายของคนและสัตว์อันเป็นที่นิยมรักใคร่เสน่หา และเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหา ราคะ กามกิเลส ว่าเป็นของสวยของงามที่เจริญตาเจริญใจ ไม่ว่าร่างกายของตนเองและของผู้อื่นก็ตาม แท้ที่จริงแล้วก็เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ทุกขังคือทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้ วันเวลาย่อมพรากความสวยสด งดงามให้ค่อยๆ จากไปจนเข้าสู่วัยชรา ซึ่งจะมองหาความสวยงามใดๆ หลงเหลืออยู่มิได้อีกเลย
3) มีจิตใคร่ครวญถึง กายคตานุสสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่มีอานิสงฆ์มาก เพราะทำให้ละ "สักกายทิฐิ" อันเป็นสังโยชน์ข้อต้นได้โดยง่ายและเป็นกรรมฐานเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกายให้เห็นสภาพตามความเป็นจริง ซึ่งมักพิจารณาร่วมกับอสุภกรรมฐาน มรณัสสติกรรมฐาน ซึ่งพระอริยะเจ้าทุกๆ พระองค์ที่จะบรรลุพระอรหัตได้ผลจะต้องผ่านการพิจารณากรรมฐานทั้ง 3 กองนี้เสมอ มิฉะนั้นแล้วจะเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนามิได้ ทั้งนี้เพราะบรรดาสรรพกิเลสทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นคววามโกรธ โลภ และหลง ต่างก็เกิดขึ้นที่กายนี้ เพราะความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจ อุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน จึงได้เกิดกิเลสดังกล่าวขึ้น
กายคตานุสสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานที่เมื่อได้พิจารณาไปแล้วก็ไม่น่าจะเห็นความสกปรกโสโครกของร่างกาย จนรู้แจ้งเห็นจริงว่าไม่น่ารัก ไม่น่าใคร่ จึงเป็นกรรมฐานที่มีอำนาจทำลายราคะ กิเลส และเมื่อได้รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวมากๆ เข้า จิตก็จะมีกำลังและเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งของตนเองและของผู้อื่น จึงเป็นการง่ายที่ "นิพพิทาญาณ" จะเกิดขึ้น
4) มีจิตใคร่ครวญถึงธาตุกรรมฐาน คือ นอกจากจะมีจิตใคร่ครวญถึงความเป็นจริงของร่างกายดังกล่าวมาในข้อที่ 3) แล้ว พึงพิจารณาแยกให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า อันที่จริงร่างกายของเราเองก็ดี ของผู้อื่นก็ดี ไม่ใช่ตัวเราของเราแต่อย่างใดเลย เป็นแต่เพียงธาตุ 4 ที่มาประชุมเกาะกุมรวมกันเพียงชั่วคราว ได้แก่
ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ทนอยู่ในสภาพที่รวมกันเช่นนั้นไม่ได้นานก็เก่าแก่แตกสลายไป
ธาตุน้ำก็กลับไปสู่ความเป็นน้ำธาตุดินก็กลับไปสู่ความเป็นดิน ธาตุลมก็กลับไปสู่ความเป็นลมธาตุไฟก็กลับไปสู่ความเป็นไฟตามเดิม
คัดลอกจากเนื้อหาคำเทศนาบางส่วนของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โตพรหมรังสี) |
| |
|
|
| |