You are what you eatกินอะไรได้แบบนั้น … เรามักจะได้ยินคำนี้เสมอๆ แต่นอกจากเราจะกินอะไรแล้วได้แบบนั้นแล้ว หนึ่งในคุณวิเศษของอาหารก็คือ สามารถนำมาบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้แทบไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะผักผลไม้ตามฤดูกาลที่ผลิตขึ้นด้วยกระบวนการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ที่สามารถนำมาบริโภคเป็น “ยา” ที่ช่วยบำบัดรักษาโดยไม่ต้องพึ่งพาหมอสมัยใหม่
Raw and Vegan food02 แต่การกินอาหารอินทรีย์หรือที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ ในชื่อ ออร์แกนิค นั้นไม่ได้สามารถซื้อหามาได้ง่ายๆ ในปัจจุบัน แม้ว่ากระแสสุขภาพในระยะหลังๆ จะมาแรง แต่อาหารเหล่านี้ก็ยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่ม อาจเป็นเพราะมีราคาแพง หาซื้อยาก ขาดตลาด เพราะกระบวนการผลิตที่ซับซ้อน บางครั้งผู้บริโภคอย่างเราๆ อาจเจอแจ็คพ็อต เป็นออร์แกนิคปลอมเสียอีก ว้า!
คุณหมอนัท ชรีพรรณ์ เทียมรัตน์ เจ้าของร้านอริยะ ออร์แกนิค เพลส ซึ่งถือเป็น Raw food Thailand บอกว่า ในปัจจุบัน คนเรามักจะลืมไปว่า อาหารที่มาจากพืชผัก สมุนไพร ซึ่งมีมากมายหลายร้อยหลายพันชนิด ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศนั้น สามารถนำมาบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการจะซื้อหาวัตถุดิบจากท้องถิ่น ซึ่งไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบันทำได้ไม่ง่ายนัก แนวทางที่สามารถทำได้ก็คือ การหันมาใช้พืชผักที่ได้จากกระบวนการผลิตในแบบเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิค ซึ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
อย่างร้าน “อริยะ ออร์แกนิค เพลส” ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างสรรค์อาหารในแนว Raw/Vegan food ที่สามารถตอบโจทย์การกินเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการจ่ายยาด้วยผักผลไม้สดๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารบำบัดรักษาโรค และเห็นผลเร็วด้วย หากผู้ป่วยจะปฏิบัติตามอย่างมีวินัย ก่อนอื่นต้องพูดก่อนว่า Raw food ก็คืออาหารที่คัดสรรวัตถุดิบที่เป็นออร์แกนิค ปลูกตามธรรมชาติ อาทิ ผักผลไม้สด ถั่ว เมล็ดธัญพืช ต้นอ่อนของเมล็ดพืช เช่น ถั่วงอก ที่ปราศจากสารพิษและปรุงแต่งจากสารเคมี ที่สำคัญคือต้องผ่านการปรุงที่อุณหภูมิไม่เกิน 42 องศาเซลเซียส ไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ แป้งหรือน้ำตาลเพื่อคงคุณค่าเอ็นไซม์ของพืชผักเอาไว้ให้สมบูรณ์ที่สุด ที่สำคัญยังต้องเป็นผักผลไม้ตามฤดูกาลเพื่อคงความธรรมชาติและปลอดภัยจากสาร เคมีอย่างแท้จริง ส่วน Vegan food ก็คืออาหารที่ไม่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ สัตว์ทุกชนิด ที่เรารู้จักกันดีก็คือมังสวิรัตินั่นเอง คุณหมอนัท ซึ่งจบหลักสูตรแพทย์แผนไทย เภสัชกรรมไทยและเวชกรรมไทยอธิบาย
เมื่อได้วัตถุดิบที่ผ่านกระบวนการที่ได้มาตรฐานแล้ว เราลองไปดูกันดีกว่าว่า อาหารชนิดไหนบ้าง ที่สามารถบำบัดโรคได้บ้าง
1. ลูกเดือยเป็นพืชที่มีคุณค่า ให้พลังงานและเส้นใยสูง ธัญพืชชนิดนี้ ถ้าจะมองในแง่ของอาหารที่สามารถใช้บำบัดโรคก็คือ ช่วยในระบบย่อยอาหารสำหรับคนที่ระบบย่อยอาหารไม่ดีเท่าที่ควร ทานแล้วร่างกายสามารถนำพลังงานที่ได้ไปใช้ในทันที นอกจากระบบย่อยแล้วในลูกเดือย ยังมีวิตามินบี 1 และบี 2 ที่ช่วยแก้อาการเหน็บชา เหมาะสำหรับพนักงานออฟฟิศ ที่นั่งนานๆ นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการลดความอ้วน รวมทั้งช่วยในเรื่องความสวยความงาม เพราะในลูกเดือยยังมีสารซิลิคอน ที่ช่วยบำรุงเส้นผมและผิวพรรณให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา Raw and Vegan food03
2. หัวบุกมีแป้งประมาณ ร้อยละ 67 มีโปรตีนร้อยละ 5-6 สารแป้งแมนแนน ที่อยู่ในเนื้อบุกเมื่อแตกตัวจะมีคุณสมบัติในการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในระบบ ทางเดินอาหาร ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะกับการบำบัดโรคอ้วนและเบาหวานได้เป็นอย่างดี
3. ผักตระกูลสลัดเช่น กรีนโอ๊ด เรดโอ๊ค คอส เริ่มจากกรีนโอ๊คที่รับประทานง่าย เพราะผักชนิดนี้ค่อนข้างนุ่ม รสชาติอร่อย ผักชนิดนี้ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา เส้นผม ระบบประสาท รวมทั้งบำรุงกล้ามเนื้อ ต่อมาเป็นเรดโอ๊ค ผักใบหยักสวยสีน้ำตาลแดงชนิดนี้ ก็คล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค แต่คุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นก็คือช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยบำรุงร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกัน เพราะมีโฟเลท ธาตุเหล็ก และวิตามินซีสูง ส่วนผักคอส ที่มีรสชาติหวาน กรอบ นอกจากจะได้คลอโรฟิลล์เต็มๆ แล้วยังช่วยล้างพิษ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง Raw and Vegan food04
4. สตรอเบอร์รี่อีกหนึ่งผลไม้เมืองหนาวที่มีประโยชน์รวมถึงสรรพคุณที่จัดว่าเป็นยา อย่างเมืองไทยก็ปลูกได้ในแบบออร์แกนิคแล้ว สำหรับประโยชน์ของสตรอเบอร์รี่นั้นมีมากมาย นอกจากจะดูแลในเรื่องผิวพรรณแล้ว ยังมักจะนำไปทำอาหารต่าง ๆ ที่แสนอร่อย ส่วนประโยชน์ เริ่มจากช่วยดูแลสายตา ซึ่งปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระและการขาดสารอาหารบาง ชนิด สตรอเบอร์รี่ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก จึงสามารถช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าวได้ด้วย นอกจากนี้ ผลไม้สีแดงสดใสชนิดนี้ ยังช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ ต้านมะเร็ง ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมอง ลดความดันโลหิต รวมทั้งป้องกันโรคหัวใจ
5. อะโวคาโดเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ชอบดูแลผิวพรรณให้สดใสเปล่งปลั่งอยู่เสมอ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งช่วยในการบำรุงผิวพรรณ นอกจากเรื่องความสวยความงามแล้ว อะโวคาโดยังมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ลดอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ได้เป็นอย่างดี ช่วยลดระดับของโคเลสเตอรอล ช่วยลดภาวะหลอดเลือดอุดตัน และช่วยป้องกันการเป็นโรคที่เกี่ยวกับดวงตา