Knee1
ในชีวิตประจำวันของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นการประกอบกิจใดก็หนีไม่พ้นที่จะต้องใช้อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ซึ่งมีผลต่อร่างกายเรามาก หลายท่านอาจคิดไม่ถึงว่าอิริยาบถทั้งสี่นี้ ส่งผลต่อการเจ็บป่วยของเราได้ จากที่เคยกล่าวไว้ว่า โรคเกิดจาก “พฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม” พฤติกรรมก็คืออิริยาบถในการใช้ชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง บางท่านอาจใช้ชีวิตประจำวันในการนั่งมาก บางท่านอาจต้องเดินหรือยืนมาก ถ้าทั้งหมดนี้เป็นงานที่เราเลี่ยงไม่ได้ เราก็ควรจะต้องอยู่ในอิริยาบถทั้งสี่ ด้วยท่าทางที่ถูกต้อง เพื่อให้ศักยภาพของร่างกายสามารถใช้งานได้โดยไม่มีโรคภัยมารบกวนการใช้ชีวิต
เสียงเตือนจากร่างกายตอนนี้ จะขอพูดถึงกลุ่มคนที่ต้องใช้ชีวิติประจำวันในการทำงานที่ต้องเดิน หรือยืนมาก เพราะเป็นปัญหาที่พบในทุกเพศทุกวัย หลายท่านอาจจะปล่อยไปเรื่อยๆ จนมีอาการ “ปวดเข่า” และปล่อยต่อไปอีกเรื่อยๆจนรุนแรงถึงขั้นเข่าเสื่อม (OA = Osteoarthritis) และเมื่อเข่าเสื่อมรุนแรงจนเดินไม่ได้ ปวดเข่ามากจนเป็นอุปสรรคต่อการเดิน หรือการยืน การรักษาหรือการฟื้นฟูก็ยาก และหลังการรักษาก็อาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของข้อเข่าไม่เหมือนเดิม ก่อนที่เราจะพูดถึงปัจจัย หรือเสียงเตือนต่างๆของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงความผิดปกติของเข่า เรามาเรียนรู้จักข้อเข่าของเรากันก่อนดีกว่า ว่าข้อเข่าเป็นอย่างไร? ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ข้อเข่า ประกอบด้วยกระดูกที่มาเชื่อมเข้ากันทั้งหมด 3 ชิ้น ได้แก่ 1.กระดูกต้นขา (Femur) 2.กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) และ 3.กระดูกสะบ้า (Patella) กระดูกทั้ง 3 ชิ้น จะทำงานร่วมกันโดยมีหน้าที่หลักในการเคลื่อนไหว งอ-เหยียด ซึ่งในขณะที่งอ หรือเหยียดจะมีการบิดหมุนของกระดูกดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ข้อเข่ายังจัดว่าเป็นข้อต่อที่ต้องรองรับน้ำหนัก 1/3 ของน้ำหนักตัว ดังนั้น ทุกครั้งที่มีการ เคลื่อนไหวเข่าก็ต้องทำงานหนัก การทำงานของเข่าไม่เพียงแค่กระดูกทั้ง 3 ชิ้น เท่านั้น ข้อเข่าจะเกิดการเคลื่อนไหวและมั่นคงแข็งแรงได้ต้องอาศัยทั้งกล้ามเนื้อ(Muscle) เส้นเอ็น (Ligament) หมอนรองข้อ (Meniscus) เยื่อหุ้มข้อ (Articular capsule) น้ำหล่อเลี้ยงข้อ (Synovail fluid) รวมทั้งระบบการไหลเวียนของเลือดและเส้นประสาทด้วย(Blood and Nerve circulation) ปกติแล้วกระดูกทั้ง 3 จะไม่ได้อยู่ชิดติดกัน แต่จะถูกพยุงไว้ด้วยกระดูกอ่อน เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็น และที่สำคัญ คือ “กล้ามเนื้อ” ที่ทำให้ข้อต่อเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างสะดวก เมื่อมีอาการเจ็บปวดที่เข่า ส่วนใหญ่เกิดเนื่องจากผิวข้อของ เข่าเสื่อม มีการเสียดสีของผิวข้อ จนเกิดการอักเสบทีละน้อย ซึ่งเราอาจจะเริ่มรู้สึกขัดๆ เจ็บๆ แปล๊บๆ เป็นบางครั้งหากปล่อยนานก็ยิ่งทำให้อักเสบเรื้อรัง กลายเป็นพังผืดหนาตัวเสียดสีมากขึ้น จนผิวข้อเสื่อมในที่สุด แนวการวางตัวของข้อต่อก็มีผลต่อการบาดเจ็บหรืออาการปวดที่เข่าเหมือนกัน ซึ่งแนวการวางตัวของข้อเข่า จะต้องมีการมองตลอดแนวทั้งขา โดยข้อสะโพก ข้อเท้า หรือแม้แต่หลังก็มีผลต่อการวางตัวที่สมดุลของกระดูกที่ฟอร์มตัวขึ้นมาเป็นข้อเข่า พบว่าผู้หญิงมีกระดูกเชิงกรานที่กว้างกว่าผู้ชาย เป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงมักมีเข่าบิดเข้าหากัน และทำให้การลงน้ำหนักที่เข่าไม่สมดุล เกิดการเสียดสีที่ผิวข้อของเข่า เป็นที่มาของอาการปวดเข่า และเป็นเข่าเสื่อมในที่สุด
Knee2
หลายท่านอาจคิดว่าเข่าของตัวเองไม่มีปัญหา แต่ท่านลองมองย้อนกลับไปดูซิว่าท่านเคยมีอาการเหล่านี้หรือไม่
เวลาเดินนานๆรู้สึกเมื่อยน่อง ขัดๆ ในข้อเข่า, ปวดเสียวในข้อเข่าเมื่อใส่รองเท้ามีส้น, ปวดเสียวในข้อเข่าด้านใน หรือใต้ต่อลูกสะบ้าเวลาขึ้นลงบันได, หากต้องเดินนานรู้สึกเหมือนเข่าปวดตุ๊บๆ อยู่ด้านใน, เดินมากแล้วรู้สึกเหมือนเข่าบวมๆ, มีอาการปวดเสียวแปล๊บในบางจังหวะที่มีการเคลื่อนไหวเข่าที่ผิดจังหวะ,เมื่อต้องนั่งนานเช่นท่านั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบ จะรู้สึกเหยียดเข่าไม่ออกและมีอาการปวด ตึงมาก, มีเส้นเลือดขอด-ปวดบริเวณข้อพับ หรือเหนือเข่า ฯลฯ อาการต่างๆ เหล่านี้บางท่านอาจเป็นบ่อยๆ และบางท่านอาจเพียงแค่รู้สึกซึ่งทุกอาการที่กล่าวถือเป็นเสียงเตือนของร่างกายที่จะเตือนให้ทราบว่า อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายของท่าน และอาจไม่ใช่แค่บริเวณหัวเข่า แต่อาจจะเป็นผลพวงจากส่วนอื่นๆที่มีความเชื่อมโยงหรือมีความเกี่ยวข้องกันอยู่ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยเสียงเตือนต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ให้รู้เท่าทันว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงจะได้รับมือทัน
การปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายให้อยู่ในแนวที่ถูกต้อง ถือเป็นการป้องกันตนเองให้ห่างไกลจากความปวดที่รุนแรงหรือความเสื่อมกว่าวัยอันควร ส่วนผู้ที่มีอาการรุนแรงมากแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ หากต้องการรักษาด้วยการใช้ศักยภาพของร่างกายตนเอง ไม่ต้องการผ่าตัดก็ยังสามารถรักษาได้ จากที่บอกไว้ตอนต้นว่า ข้อเข่าประกอบด้วยหลายส่วนของระบบโครงสร้างร่างกาย ดังนั้นในบางส่วนที่อาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ ก็ยังปรับที่ส่วนประกอบอื่นได้ เช่นข้อที่เสื่อมก็คงไปแก้ความเสื่อมไม่ได้ แต่สิ่งที่จะช่วยได้คือการสร้างกล้ามเนื้อส่วนสะโพก สร้างกล้ามเนื้อรอบๆเข่าให้แข็งแรงเพื่อสามารถพยุงเข่า ทั้งนี้อาจจะต้องส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท / ระบบเลือด / การขับของเสีย ที่เข่าให้มีการไหลเวียนที่ดีขึ้น ซึ่งอาจต้องปรับตั้งแต่แนวกระดูกสันหลังที่ต้นของรากประสาท ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาอาการปวดเข่าได้เช่นเดียวกัน แต่ทั้งนี้ต้องมีการประเมินเฉพาะบุคคลว่ามีความรุนแรงเพียงใด หรือมีการตอบสนองต่อการรักษาเพียงใด การดูแลร่างกายไม่ให้อ้วน เพื่อเข่าจะได้ไม่ต้องแบกน้ำหนักมากเกินไป การรักษาดังกล่าวทั้งหมดก็ถือเป็นการปรับโครงสร้างร่างกายนั่นเอง
เงินอาจซื้อทุกสิ่งได้ แต่ “ไม่มีทางซื้อสุขภาพกาย-ใจที่ดีได้” ดังนั้นท่านต้องถามตัวเองว่าเลือกที่จะเดินมาดูแลตัวเองตั้งแต่ร่างกายเริ่มส่งเสียงเตือน หรือจะรอให้คนข้างๆต้องหามหรือเข็นไปรักษา หากท่านเลือกที่จะเดินด้วยตัวท่านเอง ก็อย่าละเลยเสียงของร่างกายที่พยายามเตือนท่านอยู่นะคะ แล้วพบกันในฉบับต่อไปค่ะ…….