สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักร เครื่องยนต์ฯลฯ ทุกสิ่งล้วนต้องการการพัก ร่างกายมนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ต้องการการพักผ่อน คือ การนอนในเวลากลางคืน ซึ่งถือเป็นการพักร่างกาย เป็นเสมือนการเพิ่มพลังชีวิต เพราะขณะที่นอนหลับ ร่างกายทุกส่วนจะลดความตึงตัว อยู่ในภาวะที่ผ่อนคลาย เป็นเวลาที่ร่างกายขับพิษและซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเอง เพื่อเพิ่มพลังในการใช้งานวันถัดไป
hwkb17_048_49 ระบบโครงสร้างร่างกายเป็นระบบที่ต้องทำงานทันทีเมื่อลืมตาตื่นขึ้น ดังนั้นหากช่วงเวลานอนที่ถือว่าร่างกายได้ผ่อนคลายที่สุดนี้ กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เราทำร้ายร่างกายตัวเองเร่งวันเร่งคืนให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงด้วยการนอนในท่าที่ผิด ร่างกายจะผ่อนคลายเต็มที่ในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อทุกมัดจะลดความตึงตัวและอยู่ในสภาพผ่อนคลายที่สุด เพื่อให้เลือด น้ำเหลืองและระบบประสาทไหลเวียนได้ดี เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายต้องซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ฟื้นฟูทุกหน่วยเซลล์ที่ใช้ไป รวมถึงการขับของเสียต่างๆ ร่างกายต้องการการพักผ่อน 5 – 8 ชม. ช่วงเวลา 4 ทุ่ม – ตี 2 เป็นช่วงที่ร่างกายผ่อนคลายที่สุด เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการฟื้นฟูและซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกาย เมื่อตื่นขึ้นมาจะสดชื่นกระปรี้กระเปร่า มีพลังเต็มเปี่ยม ในเช้าวันใหม่ แต่หากคุณรู้สึกว่าร่างกายขาดความกระปรี้กระเปร่า อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น หลังจากตื่นขึ้นมายังรู้สึกเพลีย อยากนอนอยู่ทั้งๆที่นอนหลายชั่วโมงต่อเนื่อง รู้สึกเมื่อยล้า- ติดขัด ร่างกายไม่คล่องแคล่ว ปวด – ชาตามมือ – เท้า , ปวดหลัง ,ปวดคอ รู้สึกเหมือนเป็นเหน็บหรือเป็นตะคริวตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ปวดหัวไหล่ – สะบักหลังตื่นนอน หากมีอาการเหล่านี้โดยหาสาเหตุไม่พบ ปัจจัยหนึ่งก็คือระบบโครงสร้างร่างกายไม่สมดุลนั่นเอง
การที่ระบบโครงสร้างร่างกายไม่สมดุล ปัจจัยหลักเกิดจากอิริยาบถที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้องเหมาะสม ใช้ร่างกายมากเกินไป ดังที่กล่าวมาแล้วในอิริยาบถนั่ง / ยืน และอีกหนึ่งอิริยาบถที่มีผลมากก็คือ อิริยาบถ “นอน” ซึ่งสำคัญไม่แพ้อิริยาบถอื่นๆ เพราะในคืนหนึ่งๆ เรานอน 5 – 8 ชม. หากนอนอยู่ในท่า ที่ไม่ถูกต้องยาวนานต่อเนื่องเช่นนี้ ท่านอนจึงมีผลมากต่อโครงสร้างร่างกาย เพราะเมื่อเราเคยชินในการนอนท่าใด ก็จะนอนอยู่ในท่านั้นๆส่วนใหญ่เกือบตลอดทั้งคืน ผลก็คือกล้ามเนื้อมีการเกร็งตัว เมื่ออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง มีผลทำให้จำกัดการไหลเวียนของเลือด ระบบน้ำเหลืองและระบบประสาท สะสมจนเกิดเป็นพังผืด ข้อติดขัด กล้ามเนื้อเกร็งตัวถาวร และดึงกระดูกให้ผิดรูปในที่สุด เมื่อกระดูกผิดรูปก็ส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาท สั่งการในร่างกาย เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นบันไดให้เกิดความเจ็บป่วยที่รุนแรงในอนาคตได้ ที่น่ากลัวมากและเป็นสาเหตุที่อาจทำให้เสียชีวิตอันดับต้นๆ ก็คือ อัมพาต 00010-1
ท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือนอนหงาย หนุนศีรษะในแนวระนาบ หมอนหนุนใต้หัวไหล่เล็กน้อย เพื่อให้รองรับความโค้งช่วงคอ มีหมอนรองใต้เข่า เพื่อลดแรงตึงของกล้ามเนื้อและลดความแอ่นของหลัง การนอนลักษณะนี้จะทำให้การไหลเวียนเลือดเป็นไปตามปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายมากที่สุด เอื้อต่อการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าการนอนในลักษณะนี้เป็นปัญหาต่อท่าน แสดงว่าโครงสร้างร่างกายท่านอาจอยู่ในภาวะที่ไม่สมดุลส่วนท่าทางการนอนอื่น ๆ จะมีผลกับร่างกายอย่างไร ?
ท่านอนตะแคง หลายท่านมักเข้าใจว่าการนอนตะแคงเป็นท่านอนที่ถูกต้อง หากมีหมอนข้างก่าย โดยที่หมอนข้างนั้น สูงระดับเดียวกับสะโพก ในทางกายวิภาคศาสตร์ ถือว่าท่านี้มีผลทำให้โครงสร้างร่างกายเสียสมดุล เพราะเมื่ออยู่ในท่านอนตะแคงจะทำให้เกิดการกดทับที่หัวไหล่ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หัวไหล่ติด ปวดไหล่ เกิดการกดทับของเส้นประสาทที่คอ ทำให้คอเสื่อม เพราะท่านอนตะแคงเป็นท่าที่คอมักจะพับลงด้านที่นอนทับ ในขณะเดียวกันสะโพกก็บิดคว่ำลงด้านหน้า ซึ่งสะโพกและเชิงกรานเป็นฐานของแนวกระดูกสันหลัง จึงส่งผลให้กระดูกบิด และเป็นต้นเหตุของอาการปวดหลัง กระดูกหลังเสื่อมทับเส้นประสาท ทำให้ปวดหลัง ร้าวลงขาหรือร้าวลงสะโพกเมื่อตื่นนอน หลายท่านนอนตะแคงและนอนขด ซึ่งจะทำให้ช่องของกระดูกสันหลังช่วงล่างเปิดกว้างออก เสี่ยงต่อการยืดออกของเส้นเอ็นที่ให้ความมั่นคงต่อแนวกระดูกสันหลังและเป็นต้นเหตุของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนได้
058-1 นอนคว่ำ ถือเป็นท่านอนที่ผิดมาก เพราะคอจะถูกบิดทั้งกระดูก กล้ามเนื้อจะอยู่ในแนวที่บิดเกร็งอยู่ตลอดเวลา แนวกระดูกจะบิดหมุน ระบบการทำงานของเลือดและน้ำเหลืองถูกจำกัดการไหลเวียน ระบบอวัยวะภายในโดยเฉพาะหัวใจ, ปอดจะถูกกดทับ ทำให้ได้อากาศไม่เต็มที่ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมในร่างกายถูกจำกัดลง เป็นต้นเหตุให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็ว ภูมิต้านทานลดลงและเป็นที่มาของโรคต่างๆในที่สุด
หมอนและที่นอนก็มีความสำคัญมาก หากนิ่มเกินไป เมื่อนอนแล้วตัวยุบลงตามความโค้ง ทำให้กระดูกผิดรูป ทำให้กล้ามเนื้อไม่ผ่อนคลาย เป็นต้นเหตุของความเจ็บปวดต่างๆจนถึงเป็นโรคได้ในที่สุด การเลือกที่นอนและหมอนที่ถูกต้อง ควรเป็นเนื้อค่อนข้างแน่นแต่นุ่ม นอนแล้วตัวหรือศีรษะไม่ยวบ สามารถรองรับน้ำหนักได้ไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป ต้องให้พอเหมาะกับร่างกายของแต่ละคนการนอนเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากมีผลต่อความแข็งแรงของเซลล์ในร่างกาย หากเราปล่อยปละละเลย ไม่สนใจกับท่าทางการนอนที่ถูกต้อง นั่นหมายถึงเราได้ทำลายและบั่นทอนร่างกายให้เสื่อมเร็วมากขึ้น เพราะไปจำกัดกระบวนการซ่อมแซมและกระบวนการล้างพิษ ดังนั้นควรเปลี่ยนตัวเองตั้งแต่วันนี้ ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดและต้องเปลี่ยนที่ใจก่อน ร่างกายจึงจะยอมรับ และพร้อมเปลี่ยนไปตามจิตใจ แต่เมื่อเปลี่ยนแล้วรู้สึกเป็นทุกข์กับร่างกาย นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าโครงสร้างร่างกายของท่านไม่สมดุล ต้องการการปรับแก้ไข เพราะหากโครงสร้างร่างกายผิดรูปมาก การอยู่ในท่าที่ถูกต้องจะทำให้ปวดหรือมีอาการมากขึ้น นั่นหมายถึงต้องรักษาให้ถูกแนวทาง เพื่อให้ร่างกายนี้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ การป้องกันหรือรักษาที่ต้นเหตุ ดีกว่าปล่อยให้เป็นมากขึ้น และอาจแก้ไขได้ไม่ทัน โครงสร้างร่างกายคือบันไดที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีได้อย่างแท้จริง ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ “จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง”